ถนนพระร่วงแห่งวัฒนธรรมสุโขทัย :
ข้อมูลใหม่จากการขุดค้นทางโบราณคดี
ภาณุวัฒน์ เอื้อสามาลย์ นักโบราณคดีปฏิบัติการ
อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย กรมศิลปากร
บทนำ
วัฒนธรรมสุโขทัยได้ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ หรือเมื่อกว่า ๗๐๐ ปีมาแล้ว เป็นระยะเวลาแห่งการสร้างสรรค์ประมาณ ๒๐๐ ปี ก็สิ้นสุดลงในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมสุโขทัยยังคงได้รับการสั่งสมสืบทอดสู่ชนชาติไทยในสมัยต่อๆ มา อันได้แก่ กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และ กรุงรัตนโกสินทร์ กลายเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่ายิ่งของประเทศไทยในปัจจุบัน
ศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมสุโขทัยในอดีต คือเมืองโบราณสุโขทัย ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลานตะพักลำน้ำ ระหว่างแนวเทือกเขาประทักษ์ทางด้านทิศตะวันตก และคลองแม่ลำพัน ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำยมทางด้านทิศตะวันออก วัฒนธรรมสุโขทัยยังมีเครือข่ายที่แผ่ขยายครอบคลุมออกไปทั่วทั้งภูมิภาคในแถบภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย กล่าวคือ บริเวณที่ราบตอนล่างของลุ่มแม่น้ำยม แม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน ที่ราบลุ่มแม่น้ำเมย และที่ราบตอนบนของแม่น้ำป่าสัก ดังได้ปรากฏเมืองโบราณและชุมชนโบราณกระจายอยู่โดยรอบ ได้แก่ ทางทิศเหนือมี เมืองศรีสัชนาลัย เมืองบางขลัง ทางทิศตะวันออกมี เมืองสรหลวง-สองแคว (พิษณุโลก) ทางทิศใต้มี เมืองนครชุม เมืองกำแพงเพชร เมืองบางพาน และส่วนทางทิศตะวันตกมี เมืองฉอด และ เมืองตาก เมืองเหล่านี้ปรากฏหลักฐานทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ และเอกสารโบราณที่แสดงให้เห็นถึงความเหมือน ความคล้ายคลึง และเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเมืองโบราณสุโขทัย โดยมีเอกลักษณ์ที่เห็นเด่นชัดร่วมกัน อาทิเช่น เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือทรงดอกบัวตูม พระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย เครื่องถ้วยชามสังคโลก จารึกลายสือไท รวมถึงตำนานเรื่องเล่าที่มักอ้างเอ่ยถึง “พระร่วง” อยู่เสมอ เราจึงเรียกลักษณะที่ปรากฏร่วมในช่วงระยะเวลาเดียวกันนี้ว่าเป็น วัฒนธรรมสุโขทัย
เมืองสุโขทัย ซึ่งถือว่าเป็นราชธานีศูนย์กลางที่เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ และมีความสำคัญมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีเมืองโบราณที่มีความสำคัญในลำดับรองลงมาอีก ๒ แห่ง ตั้งขนาบเมืองสุโขทัยไว้ทั้งทางตอนบนและทางตอนล่าง ได้แก่ ทางทิศเหนือคือเมืองศรีสัชนาลัย และทางทิศใต้คือเมืองกำแพงเพชร โดยมีเมืองสุโขทัยอยู่ระหว่างกลาง ตามตำแหน่งในแผนที่แสดงเมืองทั้ง ๓ ตั้งเรียงกันในแนวเหนือ-ใต้ นอกจากนี้ยังพบร่องรอยของสิ่งก่อสร้างโบราณ เป็นแนวคันดินเชื่อมต่อระหว่างเมืองโบราณทั้ง ๓ แห่งนี้เข้าไว้ด้วยกัน ปัจจุบันเราเรียกแนวคันดินนี้ว่า “ถนนพระร่วง”
|