ประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลก
ที่ตั้งและลักษณะทางกายภาพ
ประวัติศาสตร์ โบราณคดี
โบราณสถานสำคัญ
- อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
- อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย
- อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
คุณค่าแห่งความเป็นมรดกโลก
การบริหารจัดการ
มรดกโลกสุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร ในปัจจุบัน
 
ระกาศขึ้นทะเบียน มรดกโลก

               อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร จากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ ๑๕   เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๔  ที่เมืองคาร์เทจ ประเทศตูนิเซีย โดยมีคุณสมบัติการเป็นมรดกโลกตรงตามหลักเกณฑ์ข้อที่ ๑ และข้อที่ ๓ ดังนี้

  (i) เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์
  (iii)

เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรม หรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว

 กลับไปด้านบนสุด  
ที่ตั้งและลักษณะทางกายภาพ

               อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตั้งอยู่ที่ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศตะวันออก ๑๒ กิโลเมตร ตั้งอยู่บนพื้นที่ลานตะพัก มีลักษณะผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีกำแพงเมืองสลับกับคูน้ำล้อมรอบ ๓ ชั้น มีแนวเทือกเขาประทักษ์อยู่ทางด้านทิศตะวันตก ส่วนทางด้านทิศตะวันออกมีคลองแม่ลำพันไหลผ่าน ซึ่งจะไหลไปลงสู่แม่น้ำยมที่อยู่ห่างออกไปประมาณ ๑๒ กิโลเมตร

              กรมศิลปากร ได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองเก่าสุโขทัย ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๗๘ ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๐๒  ได้ประกาศเขตโบราณสถานเนื้อที่ ๒,๐๕๐ ไร่  ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๑๘ ได้ประกาศเขตเพิ่มเติมเป็นเนื้อที่ทั้งสิ้น ๔๓,๗๕๐ ไร่   หรือประมาณ ๗๐ ตารางกิโลเมตร

               อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ตั้งอยู่ที่อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย มีระยะห่างจากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยไปทางทิศเหนือประมาณ   ๖๐   กิโลเมตร ตั้งอยู่บนที่ราบเชิงเขาริมแม่น้ำยมทางฝั่งตะวันตก ลักษณะผังเมืองเป็นรูปหลายเหลี่ยมโค้งตามลำน้ำ มีกำแพงเมืองและคูเมืองล้อมรอบ

               กรมศิลปากร ได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองศรีสัชนาลัย ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๗๘ และต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๓๑ ได้ประกาศเขตโบราณสถานเนื้อที่ ๒๘,๒๑๗ ไร่ หรือ ๔๕.๑๔ ตารางกิโลเมตร

               อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร มีระยะห่างจากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยไปทางทิศใต้ประมาณ ๗๐ กิโลเมตร อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ลักษณะผังเมืองเป็นรูปคล้ายสี่เหลี่ยมคางหมูวางแนวยาวขนานกับลำน้ำปิง มีกำแพงเมืองและคูเมืองล้อมรอบ

              กรมศิลปากร ได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองกำแพงเพชร ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๗๘ และต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๑๑ ได้ประกาศเขตโบราณสถานเนื้อที่ ๒,๑๑๔ ไร่ หรือประมาณ ๓.๔ ตารางกิโลเมตร

 กลับไปด้านบนสุด  
ระวัติศาสตร์ โบราณคดี
อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

               เมืองสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๒๐)

              เมืองโบราณ ๗๐๐ กว่าปี อดีตราชธานีที่รุ่งเรืองทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้า ศาสนา ภาษา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และเทคโนโลยีที่มีการสร้างสรรค์ สั่งสม และสืบทอดมาสู่ชนชาติไทยในปัจจุบัน

               หากย้อนอดีตเพื่อสืบค้นความเป็นมาของบรรพชนในดินแดนสุโขทัยแล้ว อาจกล่าวได้ว่ามีผู้คนอาศัยอยู่ ณ ดินแดนแห่งนี้มาไม่ต่ำกว่า ๒,๕๐๐ ปี จากหลักฐานหลุมฝังศพ โครงกระดูกมนุษย์ และเครื่องมือหินที่พบ ณ แหล่งโบราณคดีบ้านบึงหญ้า อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย  นอกจากนี้ยังมีแหล่งโบราณคดีเขาเขนเขากา อำเภอศรีนคร แหล่งโบราณคดีวัดชมชื่น อำเภอศรีสัชนาลัย ที่แสดงให้เห็นถึงความสืบเนื่องจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์สู่สมัยประวัติศาสตร์ในดินแดนแถบนี้

               สมัยประวัติศาสตร์ยุคแรกเริ่มบังเกิดขึ้นเมื่อวัฒนธรรมจากต่างแดนเผยแผ่เข้ามา อันส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นอย่างมากมาย อาทิ แหล่งโบราณคดีบ้านวังหาด บ้านตลิ่งชัน ในอำเภอบ้านด่านลานหอย ซึ่งเป็นแหล่งถลุงและผลิตเครื่องมือเหล็ก ได้ค้นพบโบราณวัตถุสำคัญ คือ เหรียญเงินรูปสัตว์คล้ายลิง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหรียญเงินรูปพระอาทิตย์และศรีวัตสะ ที่มักพบได้ตามเมืองโบราณสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖)      นอกจากนี้ในบริเวณเมืองสุโขทัยเก่า   ยังพบพระพุทธรูปหินทรายศิลปะทวารวดี ๒ องค์ คือ ที่วัดมหาธาตุและวัดสะพานหิน    ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๖ เป็นต้นมา วัฒนธรรมแบบขอมหรือบางทีเรียกว่า “สมัยลพบุรี” ได้ปรากฏขึ้นในดินแดนสุโขทัย มีหลักฐาน คือ ปราสาทเขาปู่จา อำเภอคีรีมาศ ซึ่งกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗ วัฒนธรรมแบบขอมเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะมีการสถาปนาราชธานีสุโขทัยศรีสัชนาลัย (ในพุทธศตวรรษที่ ๑๙) ดังปรากฏหลักฐานโบราณสถานแบบขอม (ในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘) ที่เมืองศรีสัชนาลัย  ได้แก่ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง (ซุ้มประตูทางเข้า) และวัดเจ้าจันทร์ส่วนที่เมืองสุโขทัยเก่า ได้แก่ วัดพระพายหลวง วัดศรีสวาย และศาลตาผาแดง

               ศิลาจารึกหลักที่ ๒ จารึกวัดศรีชุม   ให้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ว่าพ่อขุน ๒ องค์ คือ พ่อขุนผาเมือง และพ่อขุนบางกลางหาว ได้ร่วมกันต่อสู้ขับไล่ขอมสบาดโขลญลำพง ออกไปจากเมืองสุโขทัยได้สำเร็จ อันแสดงนัยสำคัญว่าเป็นการปฏิเสธอิทธิพลทั้งทางการเมืองและวัฒนธรรมแบบขอมที่เคยแพร่หลายอยู่แต่เดิมออกไป เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่อันเป็นเอกลักษณ์แห่งชนชาติตน คือ ความเป็นคนสุโขทัยนั่นเอง ภายหลังจากเหตุการณ์ข้างต้น พ่อขุนบางกลางหาวได้ขึ้นครองราชย์ เฉลิมพระนามว่า “พ่อขุนศรีอินทราทิตย์”  ปกครองเมืองสุโขทัยเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์พระร่วง

               ราชวงศ์พระร่วงมีพระมหากษัตริย์ปกครองสืบต่อมารวมทั้งสิ้น ๙ พระองค์ เป็นระยะเวลาประมาณเกือบ ๒๐๐ ปี (พุทธศักราช ๑๗๙๒ – ๑๙๘๑) ช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้ในทางประวัติศาสตร์และทางศิลปะ จัดว่าเป็น สมัยสุโขทัย กำหนดช่วงระยะเวลาไว้โดยประมาณว่าระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐  ซึ่งมีเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม เกิดขึ้นมากมาย สรุปความสำคัญได้ว่า

               ในรัชสมัยของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (ราวพุทธศักราช ๑๘๐๐) สันนิษฐานว่าเป็นยุคสมัยแห่งการสร้างบ้านแปง เมือง ภายใต้วัฒนธรรมทางพุทธศาสนาแบบเถรวาท สร้างพระมหาธาตุเจดีย์ไว้ ณ ใจกลางเมือง วางผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า สร้างคันดิน ขุดคูน้ำล้อมรอบ สร้างป้อมปราการ และประตูเมืองสี่ด้าน เป็นต้น

               ในรัชสมัยของ พ่อขุนบานเมือง (ราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙) เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ไม่ปรากฏเหตุการณ์สำคัญในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่สันนิษฐานว่าคงมีการก่อสร้างบ้านสร้างเมืองสืบต่อจากรัชกาลก่อน

               ในรัชสมัยของ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช (พุทธศักราช ๑๘๒๒ – ๑๘๔๑) ปรากฏหลักฐานความเจริญรุ่งเรืองของเมืองสุโขทัยหลายประการ พระองค์ทรงประดิษฐ์อักษรไทย (ลายสือไท) ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปีพุทธศักราช ๑๘๒๖ ทรงสร้างขดานหินมนังศิลาบาตร เมื่อปีพุทธศักราช ๑๘๓๕ สำหรับพระสงฆ์นั่งเทศนาธรรม ไพร่ฟ้าประชาชนยึดมั่นศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงโปรดให้สร้างกระดิ่งไว้สำหรับบำบัดทุกข์ บ้านเมืองจึงร่มเย็นเป็นสุข มีความอุดมสมบูรณ์ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” อาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล การเมืองมั่นคง ผูกสัมพันธไมตรีกับแว่นแคว้นต่าง ๆ

               ในรัชสมัยของ พระยาเลอไท (พุทธศักราช ๑๘๔๒ - ไม่สามารถระบุได้) และรัชสมัยของ พระยางั่วนำถุม (ไม่สามารถระบุได้ – พุทธศักราช ๑๘๙๐) ตามลำดับ ไม่ปรากฏเหตุการณ์สำคัญในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เด่นชัด   แต่อาจเชื่อมโยงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลานี้ มีหลักฐานที่สำคัญคือ จารึกวัดศรีชุม กล่าวถึงเมืองสุโขทัยได้ร่วมมือกันกับเมืองสองแคว ยกทัพออกไปร่วมรบพระศรีศรัทธาราชจุฬามณีแห่งเมืองสองแคว ได้กระทำยุทธหัตถีมีชัยชนะเหนือข้าศึกคือขุนจัง และตำนานมูลศาสนากล่าวถึงพระภิกษุชาวสุโขทัย ๒ รูป คือ พระสุมนะและพระอโนมทัสสี ได้เดินทางไปศึกษาพระไตรปิฎกที่นครพันแล้วกลับมาเผยแผ่ที่เมืองสุโขทัยและศรีสัชนาลัย

               ในรัชสมัยของ พระมหาธรรมราชาที่ ๑ หรือ พระยาลิไท (พุทธศักราช ๑๘๙๐ – ๑๙๑๑) ทรงรวบรวมเมืองต่าง ๆ ภายในแว่นแคว้นสุโขทัย ทรงเป็นทั้งนักรบและนักปราชญ์ ทรงใช้ศาสนาเพื่อสร้างพันธมิตรทางการเมือง อาทิ เมืองน่าน หลวงพระบาง และกรุงศรีอยุธยา ที่สำคัญเมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๐๕ ทรงออกผนวชและจำพรรษาที่วัดป่ามะม่วง นอกเมืองสุโขทัยทางทิศตะวันตก ทรงมีความรอบรู้ทางด้านศาสนา ดังเช่นเมื่อปีพุทธศักราช ๑๘๘๘ เมื่อครั้งยังทรงเป็นอุปราชครองเมืองศรีสัชนาลัยทรงนิพนธ์  “เตภูมิกถา หรือ ไตรภูมิพระร่วง” เรื่องราวจักรวาลวิทยาทางพุทธศาสนา นอกจากนี้บรรดางานศิลปกรรมที่งดงามต่าง ๆ อาทิ รอยพระพุทธบาท พระพุทธรูป เจดีย์ และวัดวาอารามหลายแห่ง ล้วนมีหลักฐานชี้ชัดหรือบางแห่งเป็นที่น่าเชื่อกันว่าสร้างขึ้นในช่วงระยะเวลานั้น

               อย่างไรก็ตามในรัชสมัยของพระยาลิไท ได้มีอาณาจักรแห่งใหม่เกิดขึ้นคือ “กรุงศรีอยุธยา” ซึ่งทวีกำลังและอำนาจจนเหนือกว่า และเข้ามามีอิทธิพลต่อแคว้นสุโขทัย เริ่มตั้งแต่พระเจ้าอู่ทองทรงยกทัพมายึดเมืองพิษณุโลก แล้วตั้งเงื่อนไขให้พระยาลิไทต้องย้ายไปประทับที่พิษณุโลกถึง ๗ ปี อันเป็นการทำให้ศูนย์กลางราชบัลลังก์แห่งเมืองสุโขทัยไม่มั่นคง

               เมื่อสิ้นรัชสมัยของพระยาลิไท สุโขทัยยังดำรงฐานะเป็นเมืองที่มีพระมหากษัตริย์ปกครองในตำแหน่งพระมหาธรรมราชาสืบต่อมาอีกคือ พระมหาธรรมราชาที่ ๒ พระมหาธรรมราชาที่ ๓ (ไสลือไท) และ พระมหาธรรมราชาที่ ๔ (บรมปาล) ตามลำดับ แม้สถานภาพทางการเมืองจะไม่ค่อยมั่นคง แต่ชาวสุโขทัยก็ยังคงยึดมั่นในพระพุทธศาสนา ดังเช่นที่ปรากฏตามหลักฐานการสร้างวัดและงานศิลปกรรมทางศาสนามาโดยตลอด อาทิ วัดช้างล้อม (พุทธศักราช ๑๙๒๗) วัดอโสการาม (พุทธศักราช ๑๙๔๒) วัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม (พุทธศักราช ๑๙๔๗) และวัดสรศักดิ์ (พุทธศักราช ๑๙๖๐) เป็นต้น สำหรับสถานภาพทางการเมืองของสุโขทัยที่มิได้มั่นคงดังเช่นแต่ก่อนนั้น ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากอิทธิพลจากภายนอกที่สำคัญ คือ กรุงศรีอยุธยา ส่งผลให้บางคราสุโขทัยก็เข้มแข็ง บางคราก็อ่อนแอ

               จนกระทั่งปีพุทธศักราช ๑๙๘๑ เมื่อพระมหาธรรมราชาที่ ๔ (บรมปาล) สิ้นพระชนม์ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) แห่งกรุงศรีอยุธยาก็มิได้แต่งตั้งพระมหาธรรมราชาอีก แต่โปรดให้พระราเมศวร (ตำแหน่งอุปราชซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) พระราชโอรสผู้มีมารดาเป็นเชื้อสายราชวงศ์สุโขทัย ไปปกครองเมืองพิษณุโลกและเมืองต่างๆ ในแคว้นสุโขทัย พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ กล่าวว่า พระพุทธชินราชมีน้ำพระเนตรเป็นโลหิต นั่นคือ สุโขทัยสูญสิ้นเอกราชให้แก่พระนครศรีอยุธยา อันเป็นการยุติอำนาจทางการเมืองของแคว้นสุโขทัยลงอย่างแท้จริง รวมระยะเวลาแห่งการดำรงเอกราชของแคว้นสุโขทัยประมาณเกือบ ๒๐๐ ปี

               ภายหลังการสิ้นสุดอำนาจของแคว้นสุโขทัยแล้ว ศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองในแถบภาคเหนือตอนล่างเปลี่ยนมาอยู่ที่เมืองพิษณุโลก ซึ่งก็มีฐานะเป็นเพียงเมืองลูกหลวงของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาอีกต่อหนึ่ง นับจากนี้ไปเมืองสุโขทัยไร้ซึ่งกำลังในการสร้างสรรค์และทำนุบำรุงบ้านเมือง      แม้บางคราประวัติศาสตร์กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของผู้คนในดินแดนแห่งนี้ แต่ก็มิได้สลักสำคัญเฉกเช่นในอดีต กระทั่งบางคราเมื่อเกิดศึกสงครามก็ต้องกวาดต้อนผู้คนออกไปจนสิ้น อันทำให้เมืองสุโขทัยต้องกลายเป็นเมืองร้างอยู่กลางป่าดงนานนับร้อยปี

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย

               เมืองศรีสัชนาลัย (พุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๒๐)  

               บริเวณที่ราบริมแม่น้ำยมและที่ลาดเชิงเขาพระศรี เขาใหญ่ เขาสุวรรณคีรี เขาพนมเพลิง เป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐาน เนื่องจากมีแม่น้ำและภูเขาเป็นปราการล้อมรอบ ประกอบกับความอุดมสมบูรณ์จากแม่น้ำยมและคลองเล็กคลองน้อยที่ไหลเชื่อมโยงในพื้นที่ ทำให้มีชุมชนก่อตัวขึ้นบริเวณนี้ตลอดมา จากหลักฐานที่พบ เช่น ขวานหินขัด ที่บ้านท่าชัย ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย ในตัวเมืองโบราณศรีสัชนาลัย และที่บริเวณเขาเขนเขากา อำเภอศรีนคร ทำให้ทราบว่าบริเวณพื้นที่ตั้งเมืองศรีสัชนาลัยและบริเวณโดยรอบ ปรากฏชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ในสังคมเกษตรกรรมที่รู้จักเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ และดำรงชีวิตบนพื้นราบริมลำน้ำเป็นหลักแหล่งแล้ว

               จากการขุดค้นทางโบราณคดีเพื่อศึกษาพัฒนาการของชุมชนโบราณ บริเวณวัดชมชื่น วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง และวัดเจ้าจันทร์ เมืองศรีสัชนาลัย   พบว่ามีชุมชนเข้ามาอยู่อาศัยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๙ เป็นต้นมา  และได้พบโครงกระดูกมนุษย์จำนวน ๑๕ โครง พร้อมลูกปัดแก้ว และแท่งดินเผารูปสี่เหลี่ยมปลายเรียว อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๖ เป็นชุมชนร่วมสมัยกับวัฒนธรรมทวารวดีในภาคกลาง ถัดจากชั้นนี้ขึ้นไปเป็นชั้นวัฒนธรรมร่วมสมัยลพบุรี แต่ยังนิยมใช้อิฐเป็นวัสดุในการก่อสร้าง และพบร่วมกับกระเบื้องเชิงชายดินเผาทำเป็นรูปนางอัปสร กระเบื้องกาบกล้วยตามรูปแบบที่นิยมในศิลปะเขมรสมัยบายน หลักฐานที่พบเหล่านี้น่าจะร่วมสมัยกับซุ้มประตูวัดพระศรีมหาธาตุเชลียง ซึ่งมีปูนปั้นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ๔ พักตร์ รูปเทพธิดา และนางอัปสรร่ายรำ เทียบได้กับศิลปะเขมรสมัยบายน ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘

                นอกจากนี้ยังมีหลักฐานเอกสารจีนประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ได้กล่าวถึงชุมชนโบราณแห่งหนึ่ง เรียกเมืองนี้ว่า "เฉิงเหลียง" เมื่อพิจารณาจากหลักฐานฝ่ายไทย ปรากฏในพงศาวดารโยนก มีคำเรียกพื้นที่บริเวณหนึ่งว่า “แดนเฉลี่ยง” สันนิษฐานว่าคือบริเวณที่ต่อมาสมัยหลังเป็นเมืองเชลียงศรีสัชนาลัยนั่นเอง

               ก่อนช่วงเวลาที่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์จะเป็นกษัตริย์ปกครองสุโขทัยนั้น มีหลักฐานศิลาจารึกยืนยันว่า ในลุ่มน้ำยมได้มีเมืองสุโขทัยกับเมืองเชลียงหรือศรีสัชนาลัยปรากฏขึ้นอยู่ก่อนแล้ว มีพ่อขุนศรีนาวนำถุม เป็นกษัตริย์ปกครองเมืองทั้งสอง เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ลง ขอมสบาดโขลญลำพงใช้กำลังยึดเมืองสุโขทัย ต่อมาพ่อขุนบางกลางหาว เจ้าเมืองบางยาง และพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด โอรสของพ่อขุนศรีนาวนำถุม ร่วมกันยึดที่มั่นที่เมืองศรีสัชนาลัยและเมืองบางขลัง แล้วนำทัพกลับลงมายึดเมืองสุโขทัยคืนมาได้ พ่อขุนผาเมืองแม้จะเข้ายึดเมืองสุโขทัยได้ก่อน แต่ได้สถาปนาพ่อขุนบางกลางหาวขึ้นเป็นเจ้าเมืองสุโขทัย โดยมีพระนามว่า “ศรีอินทรปตินทราทิตย์” เรียกกันต่อมาในภายหลังว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย

               ผู้ปกครองสุโขทัยและศรีสัชนาลัยต่อจากพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ คือ พ่อขุนบานเมือง และพ่อขุนรามคำแหง โอรสทั้งสองของพระองค์ตามลำดับ

               เมื่อพ่อขุนรามคำแหงได้เสด็จขึ้นเสวยราชย์เป็นกษัตริย์สุโขทัยแล้ว พระองค์ทรงพัฒนาฟื้นฟูบูรณะบ้านเมืองทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง การศาสนา และศิลปวัฒนธรรมเป็นอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะการทำเครื่องปั้นดินเผาเคลือบหรือสังคโลก ส่วนด้านศาสนาพระองค์ได้ขุดพระธาตุขึ้นมาสมโภช และได้ก่อสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุพระธาตุไว้กลางเมือง พร้อมทั้งก่อกำแพงล้อมรอบ สันนิษฐานว่า พระธาตุกลางเมืองที่พ่อขุนรามคำแหงทรงสร้างนี้น่าจะเป็นเจดีย์วัดช้างล้อม หรืออาจจะเป็นพระปรางค์ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงก็เป็นได้

               เมื่อพระยาเลอไทสิ้นพระชนม์ และต่อมาพระยางั่วนำถุมจึงได้ทรงเป็นกษัตริย์ครองสุโขทัย ซึ่งในเวลานั้นพระยาลิไททรงเป็นอุปราชครองเมืองศรีสัชนาลัย จนกระทั่งปีพุทธศักราช ๑๘๙๐ พระยาลิไทได้เสด็จนำพลจากเมืองศรีสัชนาลัยไปยึดอำนาจที่สุโขทัยได้ และเสวยราชย์เป็นกษัตริย์ครองกรุงสุโขทัยต่อมา

               พระยาลิไททรงเป็นทั้งนักปกครองและนักปราชญ์ ขณะที่ทรงครองเมืองศรีสัชนาลัยในฐานะอุปราชนั้นได้ทรงพระราชนิพนธ์ “ไตรภูมิพระร่วง”    ซึ่งเป็นหนังสือที่สะท้อนถึงความคิดเกี่ยวกับภพภูมิต่างๆ ของคนไทยที่นับถือพุทธศาสนา และเมื่อเสวยราชย์ที่กรุงสุโขทัยแล้ว ก็ได้เสด็จออกผนวชเป็นพระภิกษุ จากพระราชกรณียกิจและพระจริยวัตรดังกล่าว พระองค์จึงมีพระนามว่า พระมหาธรรมราชา พระองค์ได้โปรดให้ก่อสร้างศาสนสถานขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่เมืองศรีสัชนาลัย   ในปัจจุบันนี้ก็ยังคงปรากฏหลักฐานที่เป็นโบราณสถานซึ่งก่อสร้าง   และบูรณะปฏิสังขรณ์ในรัชสมัยของพระองค์อยู่เป็นจำนวนมาก

               เมืองศรีสัชนาลัยคงดำรงความเป็นเมืองลูกหลวงของสุโขทัยต่อมาอีกหลายชั่วกษัตริย์ แม้เมื่อสุโขทัยตกอยู่ภายใต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยา เชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์แห่งราชวงศ์พระร่วงก็คงได้รับเกียรติให้ปกครองดูแลเมืองศรีสัชนาลัยอยู่ตามเดิม

               เมืองศรีสัชนาลัยหรือสวรรคโลกของกรุงศรีอยุธยาในช่วงสมัยแรกๆ เป็นเมืองสำคัญในการผลิตภาชนะเครื่องเคลือบสังคโลก จัดส่งไปขายยังดินแดนโพ้นทะเล เช่น ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เป็นต้น นับเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญของกรุงศรีอยุธยา สมัยหลังเมื่อมีการจัดระบบการปกครองปรับปรุงเรื่องเชื้อสายราชวงศ์ให้เข้าอยู่ในระบบราชการเรียบร้อยแล้ว กรุงศรีอยุธยาได้เป็นผู้แต่งตั้งเจ้าเมืองเข้ามาปกครอง เมืองสวรรคโลกมีฐานะเป็นหัวเมืองชั้นนอก ระดับเมืองโท

               ในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๑๐ เมืองต่างๆ ถูกปล่อยทิ้งร้างเนื่องจากถูกข้าศึกโจรผู้ร้ายรบกวน แต่หลังจากบ้านเมืองสงบลงแล้ว เมืองสวรรคโลกได้รับการจัดตั้งขึ้นใหม่ที่บ้านเมืองเก่า ซึ่งอยู่ใต้ลงมาจากเมืองเดิมและต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านวังไม้ขอนในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันที่ตั้งตัวอำเภอสวรรคโลกอยู่ฝั่งแม่น้ำยมตรงกันข้ามกับบ้านวังไม้ขอน ส่วนชื่อเมืองศรีสัชนาลัยถูกนำไปใช้เป็นชื่อตั้งอยู่อีกอำเภอหนึ่งของจังหวัดสุโขทัย ซึ่งมีเขตการปกครองท้องที่ครอบคลุมส่วนที่เป็นเมืองศรีสัชนาลัยโบราณ ซึ่งพื้นที่เมืองโบราณศรีสัชนาลัยในปัจจุบันอยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย

อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร

               เมืองกำแพงเพชร (นครชุม กำแพงเพชร ชากังราว พุทธศตวรรษที่ ๒๐ – ๒๒)               

               บริเวณพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร ได้พบหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงถึงการอยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เช่น แหล่งโบราณคดีบ้านบึงหญ้า แหล่งโบราณคดีเขากะล่อน และแหล่งโบราณคดีบ้านคลองเมือง ซึ่งพบโบราณวัตถุ เช่น เครื่องมือหินขัด  เครื่องปั้นดินเผา และโครงกระดูกมนุษย์ เป็นต้น

               ที่เมืองโบราณไตรตรึงษ์       บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง     ได้พบโบราณวัตถุเก่าแก่ถึงวัฒนธรรมทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖) เป็นจำนวนมาก   เช่น ลูกปัดแก้ว เศษภาชนะดินเผาแบบไม่เคลือบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งชิ้นส่วนตะเกียงดินเผาเป็นแบบที่พบโดยทั่วไปตามแหล่งชุมชนสมัยทวารวดีในเขตภาคกลาง หลักฐานดังกล่าวได้แสดงถึงการเป็นที่ตั้งชุมชนบนเส้นทางคมนาคมระหว่าง บ้านเมืองในที่ราบลุ่มภาคกลาง กับชุมชนที่อยู่ทางตอนเหนือขึ้นไป เช่น เมืองหริภุญชัย จังหวัดลำพูน

               ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ (จารึกพ่อขุนรามคำแหง) และศิลาจารึกหลักที่ ๒ (จารึกวัดศรีชุม) ได้กล่าวถึงบทบาทของเมืองสำคัญในระดับนครของแคว้นสุโขทัยในระยะแรก ประกอบด้วย เมืองสุโขทัย ศรีสัชนาลัย ในเขตลุ่มแม่น้ำยม เมืองสระหลวงสองแคว ในเขตลุ่มแม่น้ำน่าน โดยไม่กล่าวถึงเมืองนครชุมและกำแพงเพชรในเขตลุ่มแม่น้ำปิงเลย แต่อย่างไรก็ดีเมืองโบราณที่เหลือร่องรอยคูน้ำคันดินบนสองฝั่งแม่น้ำปิงก็น่าจะก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยตอนต้น ได้แก่  เมืองไตรตรึงษ์  เมืองคณฑี  และเมืองเทพนคร

               ในสมัยสุโขทัย     การสถาปนาเมืองสำคัญบริเวณสองฝั่งแม่น้ำปิง      เกิดขึ้นในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท  เมืองนครชุมบนฝั่งตะวันตก ริมคลองสวนหมาก น่าจะเป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญมาก่อน    ศิลาจารึกหลักที่ ๓ (จารึกนครชุม) กล่าวว่าเมื่อ พุทธศักราช ๑๙๐๐ พระมหาธรรมราชาลิไทได้เสด็จมาสถาปนาพระมหาธาตุและปลูกต้นพระศรี-มหาโพธิ์ ซึ่งได้มาจากลังกาทวีปไว้ที่กลางเมืองนครชุม นอกจากนี้ยังทรงประดิษฐานรอยพระพุทธบาทไว้ที่เขานางทอง เมืองบางพาน แต่เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทั้งในศิลาจารึกและโบราณสถานจะพบว่า บทบาทของเมืองนครชุมในฐานะเมืองศูนย์กลางบริเวณลุ่มแม่น้ำปิงดำรงอยู่ในระยะเวลาค่อนข้างสั้น เพราะต่อมาได้มีการย้ายศูนย์กลางมาอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิงหรือฝั่งเมืองกำแพงเพชรแทน

               หลังจากพระมหาธรรมราชาลิไทสวรรคต เมืองต่างๆ ในแคว้นสุโขทัยได้แตกแยก บางเมืองเข้าเป็นพันธมิตรกับกรุงศรีอยุธยา บางเมืองยังอยู่กับแคว้นสุโขทัยดังเดิม ในขณะเดียวกันสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาได้ยกทัพขยายอำนาจขึ้นมาปราบปรามหัวเมืองต่างๆ หลายเมืองในดินแดนแคว้นสุโขทัย

               ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว เมืองกำแพงเพชรได้มีบทบาทในฐานะศูนย์กลางของพื้นที่ลุ่มแม่น้ำปิง นักวิชาการบางท่านเชื่อว่าการจัดตั้งเมืองกำแพงเพชร      เป็นนโยบายของกรุงศรีอยุธยาเพื่อดึงอำนาจจากเมืองนครชุมซึ่งเคยเป็นหัวเมืองของสุโขทัยมาก่อน โดยเจ้าเมืองกำแพงเพชรน่าจะมีเชื้อสายผสมระหว่างราชวงศ์สุโขทัยกับฝ่ายอยุธยา เรื่องราวตามที่ปรากฏในหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์     และหนังสือตำนานพระพุทธสิหิงค์       ได้กล่าวถึงเจ้าเมืองกำแพงเพชรชื่อ ติปัญญาอำมาตย์ หรือพระยาญาณดิศ ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากกรุงศรีอยุธยามาประดิษฐานที่เมืองกำแพงเพชร โดยอาศัยความสัมพันธ์ในฐานะมารดาของพระยาญาณดิศซึ่งเป็นชายาองค์หนึ่งของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑

               ชื่อเมืองกำแพงเพชรปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ ๓๘ (จารึกกฎหมายลักษณะโจร) กล่าวพระนามจักรพรรดิราชได้ขึ้นเสวยราชสมบัติที่เมืองกำแพงเพชร เมื่อพุทธศักราช ๑๙๔๐

              ศิลาจารึกหลักที่ ๔๖ (จารึกวัดตาเถรขึงหนัง) กล่าวถึงพระมหาธรรมราชา โอรสของพระมหาธรรมราชาลิไท และสมเด็จพระราชชนนีศรีธรรมราชมาดา      ได้นิมนต์พระเถระผู้ใหญ่จากเมืองกำแพงเพชร      เพื่อมาอำนวยการสร้างวัดศรีพิจิตรกีรติกัลยารามที่กรุงสุโขทัย ในปีพุทธศักราช ๑๙๔๗   ตอนต้นของจารึกหลักนี้ได้กล่าวถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระมหาธรรมราชา แต่การนิมนต์พระเถระผู้ใหญ่จากเมืองกำแพงเพชรย่อมชี้ให้เห็นว่า  สุโขทัยยอมรับบทบาทของเมืองกำแพงเพชรในฐานะเมืองศูนย์กลางด้านการศาสนาและศิลปกรรม

               เมื่อดินแดนสุโขทัยอยู่ภายใต้การปกครองของกรุงศรีอยุธยาในกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ แล้ว เมืองกำแพงเพชรมีฐานะเป็นหัวเมืองหนึ่งของกรุงศรีอยุธยาในกลุ่มของเมืองเหนือ ทำหน้าที่เป็นเมืองหน้าด่านในการป้องกันข้าศึกจากทางเหนือ ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ กรุงศรีอยุธยาได้จัดการปกครองให้เมืองกำแพงเพชรอยู่ในฐานะเมืองพระยามหานคร เช่นเดียวกับเมืองพิษณุโลก ศรีสัชนาลัย และสุโขทัย ในการศึกสงครามระหว่างกรุงศรีอยุธยากับเชียงใหม่ ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมืองกำแพงเพชรมีบทบาทสำคัญในฐานะเมืองหน้าด่านทางทิศเหนือตามเส้นทางแม่น้ำปิงของกรุงศรีอยุธยา

               บทบาทด้านการทหารของเมืองกำแพงเพชรปรากฏมาตลอดในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะในการทำสงครามกับพม่า เมื่อทัพหลวงจากกรุงศรีอยุธยายกทัพไปตีพม่าหรือเมืองเชียงใหม่ จะเลือกตั้งทัพที่เมืองกำแพงเพชร และพม่าเองก็ทราบถึงความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของเมืองกำแพงเพชร เมื่อยกทัพจะเข้าตีกรุงศรีอยุธยาก็จะยึดเมืองกำแพงเพชรเป็นฐานกำลังและเตรียมสะสมเสบียงอาหาร ในบางครั้งถึงขึ้นพักพลตั้งทำนา ดังเช่นในปี พุทธศักราช ๒๑๒๘

              จารึกฐานพระอิศวรเมืองกำแพงเพชรได้กล่าวไว้ว่า เจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราชได้ประดิษฐานพระอิศวรไว้ในเมืองกำแพงเพชร เมื่อพุทธศักราช ๒๐๕๓ ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา ศิลาจารึกยังได้กล่าวถึงการซ่อมแซมวัดวาอารามทั้งในเมืองและนอกเมือง ตลอดจนได้บูรณะปรับปรุงถนนและระบบการชลประทาน คลองส่งน้ำที่นำน้ำจากเมืองกำแพงเพชรไปยังเมืองบางพาน  การทำนุบำรุงสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ในเมืองกำแพงเพชรครั้งนี้ถือว่าเป็นพระราชกุศล            แด่พระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาทั้งสองพระองค์    คือ    สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ และพระอาทิตยวงศ์ก่อนได้รับการสถาปนาเป็นพระมหาอุปราช

               ภายหลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ในปีพุทธศักราช ๒๓๑๐     แล้วเมืองกำแพงเพชรได้ลดบทบาทและคงจะร้างไปในที่สุด ผู้คนในเมืองกำแพงเพชรคงจะแตกกระจัดกระจายไปตามที่ต่างๆ หรือหัวเมืองใหญ่อยู่ใกล้เคียง เมื่อบ้านเมืองสงบเรียบร้อยแล้วมีการอพยพเข้าตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำปิง นอกตัวเมืองเก่าทางทิศตะวันออก ภายในเขตกำแพงเมืองจึงปรากฏร่องรอยโบราณที่รกร้างอยู่ทั่วไป

 
ลำดับกษัตริย์สมัยสุโขทัย
               ราชวงศ์พ่อขุนศรีนาวนำถุม    ครองศรีสัชนาลัยสุโขทัย (ประมาณ พุทธศักราช ๑๗๖๒ – ๑๗๙๒)

               ราชวงศ์พระร่วง    ปกครองสุโขทัย ระหว่าง ปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๒๐

๑. พ่อขุนศรีอินทราทิตย์  (เสวยราชย์ พุทธศักราช ๑๗๙๒ - ไม่สามารถระบุได้)
๒. พ่อขุนบานเมือง (พุทธศักราช ไม่สามารถระบุได้ - ๑๘๒๒)
 ๓.  พ่อขุนรามคำแหงมหาราช  (พุทธศักราช ๑๘๒๒ - ๑๘๔๑)
๔. พระยาเลอไทย (พุทธศักราช ๑๘๔๒ - ไม่สามารถระบุได้)
๕. พระยางั่วนำถุม (ไม่สามารถระบุได้ - ๑๘๙๐)
๖. พระมหาธรรมราชาที่ ๑ หรือพระยาลิไทย (พุทธศักราช ๑๘๙๐ - ๑๙๑๑)
๗.  พระมหาธรรมราชาที่ ๒ (พุทธศักราช ๑๙๑๑ - ๑๙๔๒)
๘. พระมหาธรรมราชาที่ ๓ หรือพระยาไสลือไทย (พุทธศักราช ๑๙๔๓ - ๑๙๖๒)
๙.   พระมหาธรรมราชาที่ ๔ หรือบรมปาลมหาธรรมราชา (พุทธศักราช ๑๙๖๒ - ๑๙๘๑)
                                                                                                               (อ้างอิงจาก: ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร)
สังคมและวัฒนธรรมสมัยสุโขทัย
               ด้านการปกครอง

               กษัตริย์มีฐานะเป็นผู้ปกครอง และเป็นศูนย์รวมของอำนาจการบริหารทุกชนิดของราชอาณาจักร ลักษณะการปกครองทั่วไปนั้น เป็นการปกครองตามระบบซึ่งให้ผู้ปกครองเมืองต่างๆ มีความเป็นอิสระของตน มีการบริหารงานภายในของตน แต่ยอมรับนับถือกษัตริย์สุโขทัยเป็นหลัก ถ้าหากกษัตริย์เป็นผู้มีอานุภาพและมีความเข้มแข็ง เมืองต่างๆ ก็จะเข้ามาอยู่ในอำนาจ แต่ถ้ากษัตริย์อ่อนแอ และเกิดความวุ่นวายในพระราชวงศ์แล้ว เมืองต่างๆ เหล่านั้นก็จะแยกตัวเป็นอิสระทันที

              ในสมัยสุโขทัยมีการออกกฏหมาย      โดยนำเอากฏในพระธรรมศาสตร์ มาใช้ให้เข้ากับรูปคดีรวมกับราชศาสตร์ควบคู่กันไป ที่ปรากฏหลักฐานได้แก่ กฏหมายเกี่ยวกับทรัพย์มรดก กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน และกฏหมายลักษณะลักพา เป็นต้น
 

               ด้านเศรษฐกิจและการค้า

               การค้าขายในสมัยสุโขทัยนั้นกล่าวว่า   พลเมืองมีอิสระเสรีในการค้าขาย ดังที่ปรากฏในจารึกหลักที่ ๑ “ว่าเจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลูท่าง เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้าง ค้า ใครจักใคร่ค้าม้า ค้า”

               อาณาจักรสุโขทัย    ได้พยายามหาทางจัดการปรับปรุงด้านเศรษฐกิจของตน เพื่อให้มีอำนาจด้านเศรษฐกิจและมั่นคงพอที่สามารถจะใช้เป็นเครื่องต่อรองทางการเมืองได้ เศรษฐกิจที่สำคัญในสมัยสุโขทัยนั้น คือ แหล่งแร่ธาตุ ผลผลิตจากการเพาะปลูก รวมทั้งการทำอุตสาหกรรมต่างๆ ที่สำคัญคือเครื่องปั้นดินเผาหรือเครื่องสังคโลก
 

               ด้านศาสนา

               ในช่วงก่อนการสถาปนาราชธานีสุโขทัย ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘     ปรากฏหลักฐานโบราณวัตถุสถานที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมแบบขอมที่มีการนับถือศาสนาฮินดู เช่น ศาลตาผาแดง วัดศรีสวาย   และพุทธศาสนาแบบมหายาน เช่น ที่วัดพระพายหลวง

               ต่อมาเมื่อมีการสถาปนาราชธานีสุโขทัยในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เป็นต้นมา ปรากฏหลักฐานว่าชาวสุโขทัยนับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาทเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัย พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้นิมนต์พระสงฆ์จากเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับพระไตรปิฎกเข้ามาเผยแผ่พุทธศาสนาในเมืองสุโขทัยด้วย รวมทั้งกล่าวถึงวัดที่สร้างขึ้นในอรัญญิก         ซึ่งแสดงให้เห็นว่าน่าจะรับมาจากนิกายมหาวิหารของสำนักอุทุมพรคีรีในประเทศศรีลังกา

               พุทธศาสนาในสมัยสุโขทัยนั้นได้รับการนับถือจากพระมหากษัตริย์ทุกรัชกาลตลอดสมัยสุโขทัย ผู้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา   มีการสร้างวัดวาอาราม    ตลอดจนถาวรวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาขึ้นมากมาย ที่สำคัญคือ พระมหาธรรมราชาลิไท ได้ทรงออกผนวชเป็นพระภิกษุ เมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๐๕ ด้วย

                ในสมัยสุโขทัยแม้จะปรากฏหลักฐานว่ามีการนับถือพุทธศาสนาเป็นหลัก อย่างไรก็ตามศาสนาฮินดู และความเชื่อแบบดั้งเดิมก็ยังคงได้รับการนับถือในลักษณะที่เป็นส่วนเสริมในการประกอบพิธีกรรมและความเชื่อต่างๆ ด้วยเช่นกัน
 

               ด้านศิลปกรรม

               สมัยก่อนสุโขทัย  ได้รับอิทธิพลจากศิลปกรรมแบบเขมร เช่น  ศาลตาผาแดง วัดพระพายหลวง วัดศรีสวาย ซึ่งมีลักษณะเป็นปราสาทหรือปรางค์ นิยมก่อด้วยศิลาแลง

               สมัยสุโขทัย ได้มีการพัฒนารูปแบบสถาปัตยกรรมจนกลายเป็นเอกลักษณ์   คือ   เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ หรือยอดดอกบัวตูม นอกจากนี้ยังมีเจดีย์ทรงระฆัง และเจดีย์ทรงปราสาทห้ายอด เป็นต้น

               สำหรับพระพุทธรูปสุโขทัยอาจแบ่งออกได้เป็น ๔ หมวด ดังนี้คือ

               ๑.   หมวดใหญ่ เป็นลักษณะศิลปะสุโขทัยแท้ พระรัศมีเป็นเปลว ขมวดพระเกศาเล็ก พระพักตร์รูปไข่ พระขนงโก่ง พระนาสิกงุ้ม พระโอษฐ์อมยิ้มเล็กน้อย พระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก ครองจีวรห่มเฉียง ชายจีวรยาวถึงพระนาภี ปลายเป็นลายเขี้ยวตะขาบ ชอบทำปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ ฐานหน้ากระดานเกลี้ยง

               ๒.   หมวดกำแพงเพชร มีลักษณะดวงพระพักตร์ตอนบนกว้าง พระหนุเสี้ยม หมวดพระพุทธชินราช พระพักตร์ค่อนข้างกลม พระองค์ค่อนข้างอวบอ้วน นิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่มีปลายเสมอกัน

               ๓.   หมวดเบ็ดเตล็ด หรือหมวดวัดตระกวน เป็นหมวดที่มีศิลปะเชียงแสนและลังกาเข้ามาปนอยู่มาก บางองค์มีลักษณะชายสังฆาฏิสั้น พระนลาฏแคบ แต่พระองค์และฐานมักทำแบบสุโขทัย

 
บราณสถานที่สำคัญ

               อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย มีพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ ๗๐ ตารางกิโลเมตร มีโบราณสถานกว่า ๒๐๐ แห่ง โดยแบ่งออกเป็น ๕ พื้นที่ มีโบราณสถานที่สำคัญ ดังนี้

โบราณสถานกลางเมือง
 วัดมหาธาตุ

               เป็นวัดสำคัญที่สุดตั้งอยู่กลางเมืองสุโขทัย  สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่แรกเริ่มสถาปนาราชธานีสุโขทัย โดยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เมื่อราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘    ภายในวัดประกอบด้วย กำแพงและคูน้ำล้อมรอบ เจดีย์ประธานทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ หรือทรงยอดดอกบัวตูม วิหาร มณฑป อุโบสถ และเจดีย์รายมีจำนวนมากถึง ๒๐๐ องค์

               เจดีย์ประธานทรงยอดดอกบัวตูม เป็นเจดีย์ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของศิลปะสุโขทัยบริสุทธิ์ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอิสระจากอำนาจของเขมร และความเป็นราชธานีแห่งแรกของราชอาณาจักรไทย    รอบเจดีย์ประธานรายล้อมด้วยปรางค์ทิศ ๔ องค์ ที่ยังคงแสดงอิทธิพลศิลปะขอม แต่ปูนปั้นประดับแสดงภาพพุทธประวัติที่ได้รับอิทธิพลศิลปะลังกา และเจดีย์ประจำมุมอีก ๔ องค์เป็นเจดีย์ทรงปราสาทห้ายอด ที่มีอิทธิพลของศิลปะล้านนารอบฐานเจดีย์ประธาน ประดับด้วยภาพปูนปั้นรูปพระสาวกในท่าอัญชุลีเดินประทักษิณโดยรอบจำนวน ๑๖๘ รูป

               เจดีย์ประธานนี้ขนาบข้างด้วยมณฑป ๒ หลัง ภายในประดิษฐาน พระอัฏฐารศ หรือพระพุทธรูปยืนสูง ๑๘ ศอก ด้านหน้าของเจดีย์ประธานเป็นที่ตั้งของพระวิหารหลวง สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ หรือพระพุทธรูปทองที่ปรากฏชื่อในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วิหารหลวง วัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพมหานคร หน้าวิหารหลวงเป็นที่ตั้งของวิหารสูงสร้างในสมัยอยุธยา

               นอกจากนี้ด้านทิศใต้ของเจดีย์ประธาน ยังมีเจดีย์ขนาดใหญ่ เรียกว่าเจดีย์ห้ายอด ที่พบจารึกลานทอง ระบุเป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นที่บรรจุอัฐิของพระมหาธรรมราชาลิไทด้วย


 วัดศรีสวาย

               เป็นปราสาทแบบเขมรที่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นมาก่อนการสถาปนาราชธานีสุโขทัย ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ โบราณสถานสำคัญประกอบด้วยปรางค์ ๓ องค์ ที่มีรูปแบบศิลปะลพบุรีซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะขอม แต่ลักษณะของปรางค์ค่อนข้างเพรียว ตั้งอยู่บนฐานเตี้ยๆ มีลวดลายปูนปั้นบางส่วนเหมือนลายบนเครื่องถ้วยจีน สมัยราชวงศ์หยวนได้พบทับหลังสลักเป็นรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ชิ้นส่วนของเทวรูปและพระพุทธรูป ส่วนด้านหน้าขององค์ปรางค์มีวิหาร ๒ หลังที่สร้างเชื่อมต่อกัน โบราณสถานทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพง ซึ่งก่อด้วยศิลาแลง ปีพุทธศักราช ๒๔๕๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสยามมกุฎราชกุมารได้เสด็จประพาสวัดศรีสวาย ทรงพบรูปพระสยุมภู (พระอิศวร) ในวิหารก็ทรงสันนิษฐานว่าวัดศรีสวายอาจเป็นเทวสถานทางศาสนาพราหมณ์ฮินดูแล้วแปลงเป็นวัดในพุทธศาสนาในภายหลัง


 วัดสระศรี

               เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย   ช่วงพุทธศตรรษที่ ๑๙ – ๒๐   ตั้งอยู่กลางสระน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดชื่อว่า ตระพังตระกวน โบราณสถานสำคัญประกอบด้วย เจดีย์ประธานทรงระฆัง วิหาร อุโบสถ (โบสถ์) และเจดีย์รายขนาดต่างๆ รวม ๙ องค์

               เจดีย์ทรงระฆัง ของวัดเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงการรับพุทธศาสนาจากลังกาของสุโขทัย บางครั้งจึงเรียกเจดีย์แบบนี้ว่า เจดีย์ทรงลังกา ส่วนอุโบสถ (โบสถ์) ที่อยู่กลางสระน้ำก็เป็นความเชื่อแบบพุทธศาสนา ที่ใช้น้ำในความหมายของความบริสุทธิ์ของขอบเขตที่กันไว้เป็นเขตสำหรับให้พระสงฆ์ทำสังฆกรรม เรียกว่านทีสีมา หรืออุทกสีมา


 วัดตระพังเงิน

               เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยราวพุทธศตรรษที่ ๒๐ วัดแห่งนี้ไม่มีกำแพงล้อมรอบ แต่อาศัยน้ำเป็นขอบเขตของวัด สำหรับคำว่า ตระพัง เป็นคำภาษาเขมร แปลว่า สระน้ำ

               โบราณสถานประกอบด้วย เจดีย์ประธานทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ หรือทรงดอกบัวตูม มีวิหารประกอบอยู่ด้านหน้า ลักษณะที่เด่นของเจดีย์ทรงดอกบัวตูมของวัดนี้ คือ มีจระนำที่เรือนธาตุทั้งสี่ด้านสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปยืนและเดิน (ลีลา) ซึ่งแตกต่างไปจากเจดีย์ทรงดอกบัวตูมในที่อื่นๆ

               ด้านตะวันออกของเจดีย์ประธานเป็นเกาะมีอุโบสถ (โบสถ์) ตั้งอยู่กลางสระน้ำตามคตินทีสีมาหรืออุทกสีมาเช่นเดียวกับวัดสระศรี ที่ใช้น้ำในความหมายของความบริสุทธิ์ของขอบเขตที่กันไว้เป็นเขตสำหรับให้พระสงฆ์ทำสังฆกรรม


 วัดสรศักดิ์

               ได้พบศิลาจารึกที่วัดแห่งนี้ เรียกว่า จารึกวัดสรศักดิ์    กล่าวว่าเมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๕๙    นายอินทสรศักดิ์ได้ขอพระราชทานที่ดินจากออกญาธรรมราชา เจ้าเมืองสุโขทัยในขณะนั้น (พระมหาธรรมราชาที่ ๓) เพื่อสร้างอารามถวาย ครั้นสร้างสำเร็จแล้วจึงให้นิมนต์พระมหาเถรธรรมไตรโลกฯ จากตำบลดาวขอน ผู้เป็นน้าของออกญาธรรมราชาเจ้าเมืองสุโขทัยให้มาจำพรรษาที่วัดนี้ด้วย

               ลักษณะเด่นของวัดนี้คือ มีเจดีย์ประธานทรงระฆัง หรือทรงลังกาที่มีช้างล้อมรอบฐาน โดยสร้างตามความเชื่อว่าช้างเป็นสัตว์มงคล เป็นพาหนะของพระเจ้าจักรพรรดิ์ เป็นช้างที่คอยค้ำโลกจักรวาล หรือค้ำชูพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนตลอด ๕,๐๐๐ ปี


 
 โบราณสถานนอกกำแพงเมืองทางด้านทิศเหนือ
 วัดพระพายหลวง

               เป็นศาสนสถานแบบเขมรที่สร้างขึ้นมาก่อนการสถาปนาราชธานีสุโขทัย ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ลักษณะพื้นที่มีคูน้ำล้อมรอบ โบราณสถานที่เก่าแก่ที่สุดเป็นปราสาทแบบเขมร ๓ องค์ ที่สมบูรณ์คือองค์ด้านทิศเหนือ มีลวดลายปูนปั้นประดับ เล่าเรื่องตามพุทธประวัติเหมือนกับปราสาทที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุลพบุรี และปราสาทปาลิไลย์ในเมืองพระนครหลวง เป็นสิ่งยืนยันว่าในราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ชุมชนสุโขทัยมีวัฒนธรรมร่วมกับเขมรในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ และมีความเกี่ยวข้องกับเมืองละโว้ (ลพบุรี) ในที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลางของประเทศไทย

               ถัดจากปราสาทไปทางตะวันออกมีวิหาร มีเจดีย์ทรงเหลี่ยมแบบปิรามิดประดับทุกด้านด้วยซุ้มพระพุทธรูปลดหลั่นเป็นชั้นๆ ขึ้นไป เหมือนกับเจดีย์กู่กุด จังหวัดลำพูน ที่เจดีย์นี้มีหลักฐานการก่อสร้างทับซ้อนกันหลายสมัย เช่น มีพระพุทธรูปในซุ้มเป็นแบบหมวดวัดตระกวนอยู่ภายใน โดยถูกปิดและซ้อนทับอยู่ด้วยพระพุทธรูปสุโขทัยหมวดใหญ่ในสมัยหลัง

               ทางด้านตะวันออกสุดของกลุ่มโบราณสถาน  เป็นมณฑปประดิษฐานพระพุทธรูปในอิริยาบถ  เดิน ยืน และนอน  ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะสร้างในสมัยหลังที่สุดในบรรดาโบราณสถานที่กล่าวมาแล้ว คือ ในสมัยสุโขทัยตอนปลาย อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐


   วัดศรีชุม

               สันนิษฐานว่าเป็นวัดที่มีมาแล้วตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช      เนื่องจากศิลาจารึกหลักที่ ๑  ได้กล่าวถึง พระอจนะ ซึ่งสันนิษฐานว่าคือพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่วัดแห่งนี้ สิ่งสำคัญได้แก่ อาคารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่งขนาดใหญ่เต็มพื้นที่ มีขนาดหน้าตักกว้าง ๑๑.๓๐ เมตร เชื่อกันว่าคือ พระอจนะ มีความหมายว่า ผู้ไม่หวั่นไหว เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย  ต่อมาได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ราวปี พุทธศักราช ๒๔๙๖ – ๒๔๙๙

               คำว่า ศรี มาจากภาษาพื้นเมืองเดิมว่า สะหลี ซึ่งหมายถึงต้นโพธิ์ ดังนั้นชื่อ ศรีชุม จึงหมายถึง ดงของต้นโพธิ์ แต่ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่เขียนในสมัยอยุธยาตอนปลายไม่เข้าใจความหมายนี้แล้ว จึงเรียกสถานที่นี้ว่า ฤๅษีชุม ว่าเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช มาประชุมทัพกันอยู่ที่นั้น ก่อนที่จะยกทัพไปปราบเมืองสวรรคโลก อันเป็นที่มาของตำนานเรื่อง พระพุทธรูปพูดได้ ในปัจจุบัน

               ในช่องผนังของมณฑปได้ค้นพบศิลาจารึกหลักที่ ๒ (จารึกวัดศรีชุม) ที่เล่าเรื่องราวของการก่อตั้งราชวงศ์สุโขทัย และที่เพดานของช่องผนังดังกล่าวมีภาพจารลายเส้นบนแผ่นหินชนวนเป็นภาพเล่าเรื่องอดีตชาติต่างๆ ของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า ชาดก บางภาพมีลักษณะทางศิลปกรรมคล้ายกับศิลปะลังกา โดยมีอักษรสมัยสุโขทัยกำกับบอกเรื่องชาดกไว้ที่ภาพแต่ละภาพด้วย


  เตาทุเรียง

               เป็นเตาเผาเครื่องสังคโลก ซึ่งหมายถึงเครื่องปั้นดินเผาที่ผลิตขึ้นในสมัยสุโขทัย เป็นเครื่องถ้วยชามที่เคลือบสีต่างๆ เช่น สีเขียวไข่กา สีน้ำตาล   เขียนลายใต้เคลือบใสเป็นรูปต่างๆ  เช่น ลายปลา ลายกงจักร ลายพันธุ์พฤกษา เป็นต้น เครื่องสังคโลกยังเป็นสินค้าส่งออกไปขายยังเมืองต่างๆ ทั้งภายในและนอกอาณาเขตสุโขทัย โดยเฉพาะเมื่อตกอยู่ภายใต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยา ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ - ๒๒ ปรากฏว่ามีการส่งออกไปยังคาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะต่างๆ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และญี่ปุ่นด้วย

               แหล่งเตาเผาเครื่องสังคโลกที่เมืองสุโขทัยพบอยู่ทางด้านเหนือ นอกกำแพงเมืองโดยเฉพาะในบริเวณคันดินรอบวัดพระพายหลวง ลักษณะของเตามีอยู่ ๒ แบบ คือ

               แบบแรก เป็นเตากลม มีพื้นเจาะรูเพื่อระบายความร้อนจากช่องใส่ไฟที่อยู่ด้านล่างขึ้นไปด้านบน บางครั้งก็เรียกว่า เตาตระกรับ ใช้เผาภาชนะที่ระดับอุณหภูมิไม่เกิน ๙๐๐ องศาเซลเซียส

               แบบที่สอง มีลักษณะเป็นรูปหลังเต่าหรือประทุนเรือ มีช่องใส่เชื้อเพลิง ช่องเรียงภาชนะ และปล่องระบายความร้อน อยู่คนละแนวกัน    เพื่อระบายความร้อนในแนวนอน เรียกว่า   เตาประทุน    ใช้เผาภาชนะที่ระดับอุณหภูมิสูงระหว่าง ๑,๐๐๐–๑,๒๐๐ องศาเซลเซียส


 
 โบราณสถานนอกกำแพงเมืองทางด้านทิศตะวันออก
 วัดตะพังทองหลาง

               สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย   ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐    วัดแห่งนี้มีความสำคัญมากในแง่ของสถาปัตยกรรมและประติมากรรม ประกอบด้วยโบราณสถานสำคัญคือ มณฑป วิหาร เจดีย์ราย มีคูน้ำล้อมรอบ และอุโบสถ (โบสถ์)   วัดนี้ไม่มีเจดีย์ประธาน แต่ใช้มณฑปทำหน้าที่เสมือนเป็นเจดีย์ประธาน อันเป็นลักษณะเฉพาะแบบหนึ่งของการสร้างวัดที่สุโขทัย

               มณฑปก่อด้วยอิฐเป็นอาคารในผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่เต็มพื้นที่ แต่ปัจจุบันชำรุดมากแล้ว ด้านทิศตะวันออกเป็นซุ้มประตู   อีกสามด้านเป็นผนังที่ประดับด้วยปูนปั้นเป็นเรื่องตามพุทธประวัติ ได้แก่ ผนังด้านเหนือเป็นภาพตอนพระพุทธเจ้าทรงทรมานช้างนาฬาคีรี ผนังด้านใต้เป็นภาพตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรคชั้นดาวดึงส์ และผนังด้านตะวันตก เป็นภาพตอนพระพุทธเจ้าโปรดเทศนาสั่งสอนพวกศากยวงศ์ บรรดาภาพปูนปั้นเหล่านี้แสดงถึงลักษณะศิลปะสุโขทัยที่เจริญรุ่งเรืองสูงสุด หรือที่เรียกว่ายุคทองของศิลปะสุโขทัย ซึ่งอายุอยู่ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐


  วัดเจดีย์สูง

               ชื่อของวัดเป็นชื่อเรียกโดยชาวบ้านตามลักษณะของเจดีย์ประธานที่มีความสูงถึง ๓๓ เมตร  ฐานเจดีย์กว้างด้านละ ๑๔ เมตร ส่วนฐานก่ออิฐเป็นแท่นสูงย่อมุมไม้ยี่สิบ ลักษณะคล้ายกับผนังของมณฑปแต่ก่อทึบทุกด้าน ส่วนยอดองค์เจดีย์เป็นทรงระฆังกลม มีบัลลังก์ และปล้องไฉน สภาพค่อนข้างสมบูรณ์

               วัดเจดีย์สูงน่าจะเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยตอนปลาย ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ แล้ว โดยดูจากลักษณะการทำฐานสูง และลักษณะขององค์เจดีย์    ก็พัฒนาการต่อมาจากเจดีย์จำลองทำด้วยสำริดที่ได้จากวัดสระศรี   เมืองสุโขทัยและเจดีย์เอน ที่เมืองศรีสัชนาลัย


วัดช้างล้อม

               ได้พบศิลาจารึกที่วัดนี้ เรียกว่า จารึกหลักที่ ๑๐๖ (จารึกวัดช้างล้อม) กล่าวว่า พ่อนมไสดำผัวแม่นมเทด เป็นขุนนางที่จงรักภักดีต่อพระมหาธรรมราชาลิไท มีใจศรัทธาออกบวชตามพระมหาธรรมราชาลิไท และได้อุทิศที่ดินของตนสร้างวิหารในปีพุทธศักราช ๑๙๒๗ สร้างพระพุทธรูป หอพระไตรปิฎก ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ อุทิศบุญกุศลถวายแด่พระมหาธรรมราชาลิไทซึ่งเสด็จสวรรคตแล้ว และสร้างพระพุทธรูปหิน อุทิศบุญกุศลถวายแด่พระมเหสีของพระมหาธรรมราชาลิไทที่ทรงสิ้นพระชนม์ไปแล้วด้วย

               วัดช้างล้อมเป็นวัดที่มีขนาดใหญ่ อาณาเขตของวัดมีคูน้ำล้อมรอบ เจดีย์ประธานเป็นเจดีย์ทรงระฆังกลม ที่ฐานเจดีย์ทำเป็นรูปช้างล้อม จำนวน ๓๒ เชือก มีลานประทักษิณโดยรอบ  มีวิหาร เจดีย์ราย และกำแพงแก้ว  นอกคูน้ำห่างไปทางตะวันออกมีอุโบสถ (โบสถ์) มีคูน้ำล้อมรอบแยกอีกต่างหาก



 โบราณสถานนอกกำแพงเมืองทางด้านทิศใต้
 วัดเชตุพน

               สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐ สิ่งสำคัญของวัดแห่งนี้คือ พระพุทธรูปสี่อิริยาบถ (นั่ง นอน ยืน เดิน) ขนาดใหญ่ โดยสร้างอยู่ภายในมณฑปจตุรมุข องค์พระพุทธรูปปั้นโดยรอบผนังอิฐซึ่งทำหน้าที่เป็นแกนรองรับหลังคา อันเป็นลักษณะที่พัฒนามาจากสถาปัตยกรรมของพม่าในเมืองพุกาม  ถัดไปทางด้านตะวันตกของมณฑปจตุรมุข  มีมณฑปย่อมุมไม้ยี่สิบขนาดเล็กมีหลังคาก่ออิฐซ้อนกันขึ้นไป ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัย แต่ชำรุดมากแล้ว ที่ผนังด้านนอกมีภาพจิตรกรรมเขียนสีดำเป็นลวดลายพันธุ์พฤกษา แสดงลักษณะแบบที่ปรากฏบนเครื่องถ้วยจีน

               วัดเชตุพนยังมีสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ กำแพงแก้วที่ล้อมรอบมณฑปจตุรมุขนี้สร้างจากหินชนวนที่มีขนาดใหญ่และหนา โดยมีการสกัดและบากหินเพื่อทำเป็นกรอบและซี่กรงเลียนแบบเครื่องไม้ ถัดจากมณฑปจตุรมุขและมณฑปย่อมุมไปทางตะวันตก มีลานก่ออิฐสูงราว ๑ เมตร สันนิษฐานว่าใช้เป็นที่ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์


  วัดเจดีย์สี่ห้อง

               ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยทางด้านทิศใต้ และอยู่ใกล้กับวัดเชตุพน โบราณสถานล้อมรอบด้วยคูน้ำ ประกอบด้วยวิหาร เจดีย์ประธาน และเจดีย์รายต่าง ๆ

               สิ่งที่สำคัญของวัดคือ ที่ฐานเจดีย์ประธานมีภาพปูนปั้นประดับอยู่โดยรอบ เป็นรูปบุคคลสวมอาภรณ์และเครื่องประดับต่างๆ กัน ในมือถือหม้อปูรณฆฏะหรือภาชนะที่มีพันธุ์พฤกษาโผล่ออกมาแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ รูปบุคคลที่กล่าวถึงนี้หากพิจารณาบริเวณศีรษะจะสังเกตเห็นร่องรอยนาคหลายเศียรแผ่พังพานอยู่ด้านหลัง จึงแปลความได้ว่า คือ มนุษยนาค ซึ่งเป็นคตินิยมที่ได้รับมาจากลังกา นอกจากนี้ยังมีปูนปั้นรูปช้างและสิงห์ประดับอยู่ด้วย


วัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม

               วัดแห่งนี้มีชื่อเรียกตามชาวบ้านแต่เดิมว่า วัดตาเถรขึงหนัง ต่อมาได้พบศิลาจารึกที่ ๔๖ ปรากฏชื่อเรียกว่าวัดแห่งนี้ว่า ศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม สร้างขึ้นในปีพุทธศักราช ๑๙๔๗ โดยพระราชชนนีศรีธรรมราชมาดา มหาดิลกรัตนราชนาถกรรโลง ซึ่งเป็นพระมเหสีของพระมหาธรรมราชาลิไท และเป็นพระราชมารดาของพระมหาธรรมราชาเจ้าเมืองสุโขทัยพระองค์หนึ่ง ได้โปรดให้นิมนต์พระเถระชั้นผู้ใหญ่จากเมืองกำแพงเพชรมาอำนวยการสร้างวัดนี้

               โบราณสถานล้อมรอบด้วยคูน้ำ มีเจดีย์ประธานเป็นทรงระฆังกลม ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบทั่วไปของสุโขทัยที่มักมีฐานเตี้ย แต่เจดีย์ที่วัดนี้ตั้งอยู่บนฐานสูง มีฐานเขียงสี่เหลี่ยมเรียบ ๓ ชั้น ต่อด้วยฐานย่อมุมไม้ยี่สิบ แล้วจึงถึงองค์ระฆังกลม ทางด้านตะวันออกของเจดีย์ได้พบอัฒจรรย์ คือลายบนพื้นเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งซีก (ครึ่งวงกลม) มีลวดลายเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ซึ่งเป็นอิทธิพลที่ได้รับมาจากศิลปะลังกา



 โบราณสถานนอกกำแพงเมืองทางด้านทิศตะวันตก
 วัดป่ามะม่วง

               เป็นวัดสำคัญที่สร้างขึ้นในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท จารึกสมัยสุโขทัยหลายหลักกล่าวถึงป่ามะม่วง ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของเมืองสุโขทัย มีจารึกหลักที่ ๖ ค้นพบในวัดป่ามะม่วง กล่าวถึงความสำคัญของวัดนี้ว่าพระมหาธรรมราชาลิไททรงออกผนวช และจำพรรษาที่วัดป่ามะม่วง เมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๐๕

               โบราณสถานวัดป่ามะม่วงปัจจุบันประกอบด้วยอุโบสถ (โบสถ์) ตั้งอยู่ด้านหน้าเจดีย์ประธานทรงระฆัง และเจดีย์รายต่างๆ และอยู่ไม่ไกลจากหอเทวาลัยมหาเกษตร ซึ่งเป็นที่ที่พบเทวรูปสำริดศิลปะสุโขทัยอันเป็นรูปเคารพในศาสนาพราหมณ์ฮินดู อาทิ พระนารายณ์ พระศิวะ และพระพรหม


  วัดสะพานหิน

               สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ตั้งอยู่บนเนินเขาที่มีความสูงประมาณ ๒๐๐ เมตร ชื่อวัดเรียกตามลักษณะทางที่ปูลาดด้วยหินจากตีนเขาขึ้นไป มีเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือทรงดอกบัวตูมขนาดเล็กตั้งอยู่ระหว่างทางเดินขึ้นเขา

               โบราณสถานที่สำคัญบนยอดเขา คือพระพุทธรูปประทับยืน ปางประทานอภัย ขนาดใหญ่ ประดิษฐานภายในวิหาร ซึ่งน่าจะตรงกับที่ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ของพ่อขุนรามคำแหง ที่กล่าวถึงเบื้องตะวันตกของเมืองสุโขทัยว่า “...ในกลางอรัญญิก มีพิหารอันณึ่งมนใหญ่สูงงามแก่กม มีพระอัฎฐารศอันณึ่ง ลุกยืน...”       และน่าจะเป็นวัดที่พ่อขุนรามคำแหงทรงช้างเผือกชื่อ รูจาครี เพื่อไปนบพระในวัดนี้ทุกวันพระข้างขึ้นและแรม ๑๕ ค่ำ


สรีดภงส์ (ทำนบพระร่วง)

               ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ บริเวณส่วนหนึ่งของแนวเทือกเขาประทักษ์ คนสุโขทัยในอดีตได้สร้างคันดินกั้นน้ำขนาดใหญ่ ระหว่างเขากิ่วอ้ายมากับเขาพระบาทใหญ่อันเป็นที่รวมของน้ำจากโซกต่างๆ ตามบริเวณเขาถึง ๑๗ โซก เป็นคันดินสำหรับผันแปรทิศทางของน้ำที่เชื่อกันมาแต่เดิมว่าคือ สรีดภงส์ ที่กล่าวไว้ในศิลาจารึกที่ ๑ น้ำจากสรีดภงส์จะถูกระบายไปตามคลองเสาหอ เพื่อเข้าไปใช้อุปโภคบริโภคภายในเมืองสุโขทัย

               สรีดภงส์ในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงขึ้นใหม่โดยกรมชลประทานร่วมกับกรมศิลปากร ให้มีความสูงและแข็งแรง กว่าเดิมสำหรับใช้กักเก็บน้ำ มีความสูงประมาณ ๑๐ เมตร ยาวประมาณ ๔๐๐ เมตร สามารถกักเก็บน้ำได้ถึง ๔๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร


 กลับไปด้านบนสุด  
บราณสถานที่สำคัญ

               อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย มีพื้นที่ทั้งสิ้น ๔๕.๑๔ ตารางกิโลเมตร มีโบราณสถานกว่า ๒๐๐ แห่ง โดยแบ่งออกเป็น ๕ พื้นที่ มีโบราณสถานที่สำคัญ ดังนี้

 
  โบราณสถานภายในกำแพงเมือง
 วัดช้างล้อม

               มีเจดีย์ประธานทรงระฆัง   ตั้งอยู่บนฐานประทักษิณรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีช้างเต็มตัวก่อด้วยศิลาแลงปูนปั้นประดับโดยรอบฐานทั้งสี่ด้าน จำนวน ๓๙ เชือก   ด้านหน้าเจดีย์ประธานมีบันไดขึ้นสู่ลานประทักษิณ  เหนือฐานประทักษิณมีซุ้มพระพุทธรูปปางมารวิชัย ๒๐ ซุ้ม และที่ก้านฉัตรประดับด้วยรูปพระสาวกปูนปั้นลีลานูนต่ำจำนวน ๑๗ องค์

               ช้างล้อมที่เมืองศรีสัชนาลัย มีลักษณะเด่นกว่าช้างล้อมที่วัดอื่น ๆ คือ ยืนเต็มตัวแยกออกจากผนัง มีขนาดใหญ่สูงกว่าช้างจริง และด้านหน้ามีพุ่มดอกบัวปูนปั้นประดับไว้ นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่า วัดช้างล้อมนี้น่าจะเป็นวัดที่ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ได้กล่าวถึงไว้ว่า ในปีพุทธศักราช ๑๘๒๘ พ่อขุนรามคำแหงให้ขุดเอาพระธาตุขึ้นมาทำบูชาและเฉลิมฉลอง จากนั้นจึงฝังลงในกลางเมืองศรีสัชนาลัย และก่อพระเจดีย์ทับลงไป แต่จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดแห่งนี้ พบหลักฐานที่ทำให้กล่าวได้ว่า เจดีย์วัดช้างล้อมน่าจะสร้างขึ้นภายหลังจากกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ไปแล้ว วัดช้างล้อมจึงมิน่าจะใช่วัดที่ศิลาจารึกอ้างถึงดังกล่าว


 วัดเจดีย์เจ็ดแถว

               เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นภายหลังโดยราษฎรในท้องถิ่น  สาเหตุที่เรียกชื่อนี้เนื่องจากพบเจดีย์จำนวนมากมายหลายแถวภายในวัด  และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ทรงสันนิษฐานว่าวัดเจดีย์เจ็ดแถวเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิของพระราชวงศ์สุโขทัย

               โบราณสถานสำคัญได้แก่ เจดีย์ประธานทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือดอกบัวตูมอยู่ด้านหลังพระวิหาร  และมีเจดีย์รายรวมทั้งอาคารขนาดเล็กแบบต่างๆ กัน ๓๓ องค์  เจดีย์รายเหล่านี้มีรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะต่าง ๆ กัน เช่น เขมร ลังกา และพุกาม

               ด้านหลังเจดีย์ประธานมีเจดีย์รายที่มีลักษณะเด่นคือ เป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอด  ภายในมีซุ้มโถง  เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปูนปั้น และมีจิตรกรรมใช้สีแบบเอกรงค์ เป็นภาพพระอดีตพุทธเจ้า และเหล่าเทวดากษัตริย์ที่มาแวดล้อมถวายดอกไม้ ส่วนซุ้มจรนำด้านหลังมีพระพุทธรูปนาคปรกที่งดงามมาก


 วัดนางพญา

               สิ่งก่อสร้างสำคัญประกอบด้วย   เจดีย์ประธานทรงระฆังตั้งอยู่บนฐานประทักษิณ แต่เดิมมีช้างปูนปั้นประดับสลับกับเสาประทีปเช่นเดียวกับวัดช้างล้อม  ซุ้มด้านหน้ามีบันไดทางขึ้น  ส่วนองค์ระฆังเป็นห้องโถง   มีแกนเจดีย์ประดับด้วยลวดลายปูนปั้น ตรงกลางมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปทั้ง ๔ ด้าน

               วิหารก่อด้วยศิลาแลงมีมุขหน้าและมุขหลัง ผนังวิหารเจาะช่องแสง  ผนังด้านทิศใต้ยังมีลวดลายปูนปั้นที่สวยงาม ทำเป็นรูปกึ่งมนุษย์กึ่งวานรกำลังวิ่ง ลวดลายพรรณพฤกษาและรูปเทพพนม ซึ่งเป็นฝีมือช่างชั้นครู จัดอยู่ในศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น ในพุทธศตวรรษที่ ๒๐ - ๒๑


 
  โบราณสถานนอกเมืองด้านทิศตะวันออก
 วัดสวนสัก

               โบราณสถานที่สำคัญคือ เจดีย์ทรงกลมก่อด้วยศิลาแลงค่อนข้างสมบูรณ์ วิหารสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยศิลาแลง กำแพงศิลาแลงล้อมรอบทั้งเจดีย์ประธานและพระวิหาร


วัดป่าแก้วหรือวัด ไตรภูมิป่าแก้ว

               โบราณสถานที่สำคัญคือ เจดีย์ทรงกลมก่อด้วยศิลาแลง วิหารก่อด้วยศิลาแลงฐานที่เหลี่ยมผืนผ้า พระราชพงศาวดารเหนือได้กล่าวถึงวัดนี้ว่า เป็นวัดที่อยู่ของพระสังฆราชวัดป่าแก้ว และยังเป็นนามของสงฆ์นิกายหนึ่งที่มาจากลังกาทวีปด้วย


 
  โบราณสถานนอกเมืองด้านทิศเหนือ
 วัดกุฎีราย

               โบราณสถานที่สำคัญคือ มณฑปท้ายวิหาร ก่อด้วยศิลาแลงทั้งหลัง หลังคาใช้ศิลาแลงก่อเหลื่อมเข้าหากันเป็นทรงจั่วเลียนแบบเครื่องไม้ หน้าจั่วมีรอยบากเพื่อเชื่อมหลังคาเครื่องไม้ของอาคาร ด้านหน้ามณฑปมีซุ้มประตูรูปโค้งกลีบบัวเป็นทางเข้าสู่ภายในซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูป


  กลุ่มเตาทุเรียงบ้านเกาะน้อย

               อยู่ห่างจากเมืองศรีสัชนาลัย ๕ กิโลเมตร พบเตาตลอดริมฝั่งแม่น้ำยม โดยกระจายตัวอยู่ทั่วไป เท่าที่สำรวจพบแล้วประมาณ ๒๐๐ เตา กลุ่มเตาเผาที่สำคัญที่ได้ดำเนินการสำรวจและขุดค้นพร้อมทั้งอนุรักษ์และจัดทำอาคารจัดแสดงคือ

               กลุ่มเตาเผาหมายเลข ๖๑ มีเตาใต้ดิน ๔ เตา เป็นเตาขุดลงไปในดิน ภาชนะที่พบส่วนใหญ่เป็นไหขนาดใหญ่สำหรับบรรจุน้ำหรือของแห้ง

               กลุ่มเตาเผาหมายเลข ๔๒ เป็นแหล่งโบราณคดีที่ทำให้ทราบถึงพัฒนาการเตาเผาและสิ่งผลิตจากเตา เพราะภายในใต้ดินนั้นขุดพบเตาเผาสังคโลกที่ทับซ้อนกันอยู่ถึง ๑๙ เตา


  โบราณสถานนอกเมืองด้านทิศตะวันตก
 วัดพญาดำ

               สาเหตุที่เรียกวัดพญาดำเนื่องจากมีการขุดพบพระพิมพ์นางพญาเนื้อสีดำเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ราษฎรแถบนั้นเรียกชื่อวัดว่า วัดพญาดำ

               สิ่งก่อสร้างสำคัญของวัดนี้ประกอบด้วย มณฑปประธานก่อด้วยศิลาแลง มีหลังคาคล้ายรูปประทุนเรือก่อโดยวิธีเรียงศิลาแลงเหลื่อมเข้าหากัน ภายในมณฑปแบ่งเป็นคูหา คูหาด้านหน้าประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย แต่ชำรุดไปมากแล้ว คูหาด้านหลังประดิษฐานพระพุทธรูป ๒ หรือ ๓ องค์ ตรงกลางเป็นพระพุทธรูปยืน  จากภาพถ่ายเก่าพบว่าด้านทิศใต้มณฑปมีเจดีย์รายทรงดอกบัวตูมอยู่ ๑ องค์ ปัจจุบันสูญหายไปแล้ว พระวิหารอยู่ด้านหน้ามณฑปก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูนหลังคาเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้อง


วัดพรหมสี่หน้า

               โบราณสถานหันหน้าไปทางทิศตะวันออก  มีสิ่งที่สำคัญคือมณฑปประธาน ทำหน้าที่คล้ายพระวิหาร ตัวมณฑปก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูน หลังคาคงเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้องดินเผา ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ วิหารอยู่ด้านหน้ามณฑปก่อด้วยศิลาแลง

               มณฑปยอดเจดีย์มีซุ้มคูหา ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนทั้ง ๔ ด้าน ซุ้มคูหาด้านทิศตะวันออกพบจิตรกรรมฝาผนังเป็นสีเอกรงค์เป็นรูปบุคคลถือดาบ ยอดมณฑปพังทลาย แต่พบชิ้นส่วนยอดมณฑปแบบยอดปรางค์ และส่วนยอดเจดีย์ย่อมุมทรงกลีบมะเฟือง จึงสันนิษฐานว่ามณฑปองค์นี้คงจะมีส่วนยอดเป็นเจดีย์ย่อมุมทรงกลีบมะเฟือง


วัดยายตา

               สิ่งก่อสร้างสำคัญของวัดนี้ประกอบด้วย มณฑปประธานที่มีขนาดสูงและใหญ่ที่สุดในเมืองศรีสัชนาลัย หลังคาทรงจั่ว มุงด้วยกระเบื้องดินเผาภายในมณฑปมีแท่นพระประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ประทับนั่งขัดสมาธิ วิหารอยู่ด้านหน้าติดกับมณฑป ก่อด้วยศิลาแลง ผนังวิหารก่อด้วยศิลาแลงเจาะเป็นช่องแสง มีซุ้มพระขนาดเล็กก่อด้วยศิลาแลงทั้งหลัง ด้านหน้ามีแท่นบูชา นอกจากนี้ยังมีที่ปลูกพระศรีมหาโพธิ์อยู่ด้านหน้ามณฑปเป็นรูปแปดเหลี่ยม ก่อด้วยศิลาแลงภายในเป็นดิน


วัดเจดีย์เจ็ดยอดหรือเจดีย์เก้ายอด

               เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียก เนื่องจากเจดีย์มีหลายยอด มีเจดีย์ประธานทางมณฑปที่มียอดเล็ก ๆ ประดับที่มุมทั้ง ๔ และประดับที่เหนือยอดซุ้มอีก ๔ ซุ้ม รวมกับยอดเจดีย์ประธาน เป็นเก้ายอด

               มณฑปประธานหรือเจดีย์ประธาน ตั้งอยู่บนเชิงเขาบนชั้นหินธรรมชาติที่ปรับแต่งให้เป็นพื้นที่ราบ แล้วก่อเป็นวิหารและเจดีย์มณฑป ภายในคูหามณฑปมีจิตรกรรมฝาผนังและจารึกอักษรธรรมล้านนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑


  วัดสระปทุม

               โบราณสถานที่สำคัญคือมณฑปผนังทึบ ๓ ด้าน ด้านหน้ามีทางเข้าก่อด้วยศิลาแลง รูปหน้าจั่วโค้งแอ่นลงเลียนแบบเครื่องไม้มุงกระเบื้อง มีเจดีย์ทรงระฆังอยู่ด้านหลังมณฑป ฐานแปลกกว่าเจดีย์ทรงระฆังที่พบในเมืองศรีสัชนาลัย เนื่องจากฐานชั้นแรกก็ทำเป็นฐานวงกลมโดยไม่ขึ้นฐานสี่เหลี่ยมเหมือนเจดีย์ทรงกลมองค์อื่น ๆ ที่พบในเมืองศรีสัชนาลัย ในการขุดแต่งได้พบพระพุทธรูปลีลาบุทอง ๒ องค์

               วิหารอยู่ด้านหน้ามณฑป และมีทางเดินปูศิลาแลงตรงไปยังวัดพญาดำ สิ่งก่อสร้างทั้งหมดของวัดนี้ ล้อมรอบด้วยคูน้ำ



  โบราณสถานนอกเมืองด้านทิศใต้
 วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

               ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้    นอกกำแพงเมืองศรีสัชนาลัย    ตรงช่วงแหลมโค้งข้อศอกของแม่น้ำยม เป็นกลุ่มโบราณสถานขนาดใหญ่ มีสิ่งก่อสร้างหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่สมัยก่อนสมัยสุโขทัย ในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ และได้รับการบูรณะมาอย่างต่อเนื่องตลอดสมัยสุโขทัยจนถึงสมัยอยุธยา ในพุทธศตวรรษที่ ๒๒ สิ่งก่อสร้างสำคัญ มีดังนี้

               ปรางค์ประธาน ก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูนเสร็จแล้วลงสีชาดทับ ลักษณะรูปแบบศิลปกรรมสมัยอยุธยา ด้านหน้ามีบันไดขึ้นสู่องค์ปรางค์ ภายในมีสถูปรูปดอกบัวตูมขนาดเล็กโผล่ขึ้นมา ซึ่งเป็นหลักฐานว่ามีการสร้างครอบทับ ที่ผนังภายในองค์ปรางค์พบว่ามีร่องรอยของจิตกรรมฝาผนังแต่ลบเลือนไปมากแล้ว

               ฐานพระวิหารหลวงพ่อโต อยู่ด้านหน้าปรางค์ประธาน ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ปางมารวิชัยประทับอยู่ตรงกลาง ขนาบด้วยพระพุทธรูปขนาดเล็กประทับยืนทั้ง ๒ ข้าง ถัดจากพระพุทธรูปปางมารวิชัยทางด้านขวา มีพระพุทธรูปปูนปั้นปางลีลาที่มีลักษณะงดงามมาก

               กำแพงวัด เป็นศิลาแลงแท่งกลมขนาดใหญ่ปักเรียงชิดติดกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด ๖๐x๙๐ เมตร มีคานทับหลังกำแพง มีทางเข้าออกหน้า – หลัง   เหนือซุ้มประตูทำเป็นรูปคล้ายหลังคายอด  มีปูนปั้นเป็นรูปพระพักตร์อวโลกิเตศวร ๔ พักตร์ ตามแบบซุ้มประตูเมืองพระนครหลวงของกัมพูชา

               พระธาตุมุเตา ก่อด้วยศิลาแลงฐานเป็นเหลี่ยมซ้อนกัน ๔ ชั้น ต่อจากนั้นเป็นบัวถลา ๓ ชั้น ส่วนที่อยู่เหนือขึ้นไปพังทลายลงมาหมด ลักษณะพระธาตุมุเตาเป็นเจดีย์ทรงมอญ

               มณฑปพระอัฏฐารศ อยู่ด้านหลังของพระธาตุมุเตา เดิมน่าจะเป็นมณฑปพระสี่อิริยาบถ หลังคามุงกระเบื้องเครื่องไม้ ต่อมาพระพุทธรูปในอิริยาบถอื่นๆ ๓ องค์ได้ชำรุดคงซ่อมแซมดัดแปลงที่เหลือเป็นพระพุทธรูปยืนอยู่ภายในซุ้มคูหาองค์เดียว

               ความสำคัญของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของเมืองเชลียงหรือศรีสัชนาลัย ตั้งแต่สมัยพ่อขุนศรี-นาวนำถุม เป็นต้นมา โดยมีหลักฐานยอดซุ้มประตูทางเข้าวัดซึ่งมีลักษณะศิลปะแบบบายน และหลักฐานจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่พบจากศาสนสถานก่ออิฐอยู่ใต้วิหารหลวง และวิหารสองพี่น้อง โดยมีศิลปวัตถุสำคัญคือ กระเบื้องเชิงชายทำเป็นรูปนางอัปสรถือดอกบัว และทำเป็นรูปเทวดา เทพธิดา หลักฐานเหล่านี้ยืนยันอายุสมัยของวัดแห่งนี้ได้ว่ามีมาแล้วตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๘


  วัดชมชื่น

               สิ่งก่อสร้างสำคัญประกอบด้วย เจดีย์ประธานทรงระฆังก่อด้วยศิลาแลง วิหารก่อด้วยศิลาแลงมีมุขยื่นออกมาด้านหน้า ด้านหลังพระวิหารเชื่อมต่อกับมณฑป คล้ายเป็นห้องทึบอยู่ท้ายวิหาร หลังคาใช้ศิลาแลงก่อเหลื่อมเข้าหากันเป็นรูปจั่วแหลม

               ถึงแม้รูปแบบปัจจุบันเป็นลักษณะของศิลปะสมัยสุโขทัย แต่จากการขุดแต่งบริเวณวิหารพบฐานอาคารเดิมก่อด้วยอิฐแต่ต่อมาถูกสร้างทับด้วยวิหารศิลาแลง จากการศึกษารูปแบบภายในเจดีย์ประธาน เชื่อว่าน่าจะเป็นปรางค์แบบขอมมาก่อน เนื่องจากพบอาคารสี่เหลี่ยมมีซุ้มคล้ายปรางค์แบบเขมรอยู่ภายใน

               จากการขุดค้นบริเวณด้านหน้าพระวิหารพบหลักฐานโครงกระดูกมนุษย์จำนวน ๑๕ โครง กำหนดอายุได้ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๙ เป็นต้นมา และพัฒนาจนถึงสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖) พบกลุ่มโบราณสถานก่อด้วยอิฐที่มีขนาดใหญ่ ๒ กลุ่ม และพบเครื่องถ้วยเชลียงจำนวนมาก ซึ่งกำหนดอายุได้ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๗ เป็นต้นมา จนเข้าสู่ชั้นสุโขทัยที่ร่วมสมัยกับวัดชมชื่น


 กลับไปด้านบนสุด  
บราณสถานที่สำคัญ

               อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร มีพื้นที่ทั้งสิ้น ๓.๔ ตารางกิโลเมตร มีโบราณสถานกว่า ๖๐ แห่ง โดยแบ่งออกเป็น ๒ พื้นที่ มีโบราณสถานที่สำคัญ ดังนี้

  โบราณสถานภายในกำแพงเมือง
 วัดพระแก้ว

                ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองกำแพงเพชร มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ตอนหน้าสุดเป็นอุโบสถตั้งอยู่บนฐานไพทีขนาดสูงใหญ่ ถัดจากฐานไพทีใหญ่ไปทางทิศตะวันตกเป็นเจดีย์ประธานทรงระฆังขนาดใหญ่ ฐานล่างประดับสิงห์ปูนปั้นอยู่ภายในซุ้มรายรอบจำนวน ๓๒ ซุ้ม ถัดขึ้นมาทำเป็นซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นจำนวน ๑๖ ซุ้ม

               วิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ ปางมารวิชัย ๒ องค์ และปางไสยาสน์ ๑ องค์ ลักษณะพระพักตร์ของพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์ ค่อนข้างเป็นเหลี่ยม พระขนงต่อกันคล้ายกับรูปปีกกา พระเนตรเรียวเล็กปลายแหลมขึ้น มีผู้เสนอว่าพระพุทธรูปดังกล่าวเป็นแบบศิลปะอู่ทองหรืออยุธยาตอนต้น

               ตอนหลังสุดของวัดมีเจดีย์ทรงระฆังฐานสี่เหลี่ยม ประดับช้างปูนปั้นโดยรอบจำนวน ๓๒ เชือก และด้านหน้าของเจดีย์ทรงระฆังช้างล้อม มีร่องรอยพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่ภายในซุ้ม ปัจจุบันเหลือเฉพาะส่วนพระบาททั้ง ๒ ข้าง สันนิษฐานว่าคือ พระอัฏฐารศ ที่นิยมสร้างในสมัยสุโขทัย

               วัดพระแก้วน่าจะเป็นสถานที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต เมื่อครั้งอัญเชิญมาประดิษฐานที่เมืองกำแพงเพชร ตามที่ตำนานพระพุทธสิหิงค์และชินกาลมาลีปกรณ์ได้กล่าวถึง

               วัดพระธาตุ สิ่งก่อสร้างสำคัญคือ   เจดีย์ประธานทรงระฆัง ก่ออิฐสภาพค่อนข้างสมบูรณ์   มีระเบียงคดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าล้อมรอบเจดีย์ประธาน ระเบียงคดจะเชื่อมต่อกับฐานวิหาร ส่วนท้ายหรือหลังของวิหารล้ำเข้ามาอยู่ในระเบียงคด ด้านหน้าฐานวิหารมีเจดีย์รายทรงระฆังก่อด้วยอิฐ ๒ องค์

               รูปแบบเจดีย์ทรงระฆังของวัดแห่งนี้ ตั้งอยู่บนฐานแปดเหลี่ยมที่ซ้อนลดหลั่นกันหลายชั้นจนทำให้องค์เจดีย์สูง จัดเป็นแบบเฉพาะของเมืองกำแพงเพชร


 ศาลพระอิศวร

               ศาลพระอิศวร เป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดู ปัจจุบันเหลือเฉพาะฐานอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยศิลาแลง ส่วนเสาและเครื่องบนหลังคาทำด้วยไม้จึงหักพังจนหมดแล้ว ศาลแห่งนี้เดิมได้ประดิษฐานเทวรูปพระอิศวรสำริด ที่ฐานมีจารึก กล่าวว่าสร้างขึ้นเมื่อ พุทธศักราช ๒๐๕๓ นอกจากนี้ ยังพบเทวรูปพระนารายณ์และเทวสตรีรวมอยู่ด้วย แต่อาจจะเป็นไปได้ว่าได้นำไปประดิษฐานไว้ภายหลังหรือนำมาจากที่อื่น

               การที่เมืองกำแพงเพชรซึ่งนับถือพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น แต่ได้มีการสถาปนาเทวรูปพระอิศวรไว้กลางเมืองก็เพราะเหตุว่า พราหมณ์ได้เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นผู้ประกอบพระราชพิธีต่างๆ ให้กับราชสำนักและเป็นผู้รักษาคัมภีร์ธรรมศาสตร์ที่ใช้ในการปกครองบ้านเมือง

พระอุมา
พระอิศวร

 วังโบราณหรือสระมน

               ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของวัดพระแก้ว ติดกับกำแพงเมืองทางด้านทิศเหนือบริเวณประตูสะพานโคม ลักษณะผังบริเวณเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคันดินเป็นขอบเขตรอบนอก ภายในแนวคูน้ำรูปสี่เหลี่ยมขนานกับแนวคันดินทั้งสี่ด้าน จึงแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วน คือเขตชั้นนอกและชั้นใน ตรงกลางของพื้นที่ที่สระน้ำมีรูปสี่เหลี่ยมที่เรียกกันว่า สระมน

               จากการขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดี ได้พบฐานอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยศิลาแลงซึ่งใช้กระเบื้องดินเผาแบบตะขอมุงหลังคา     นอกจากนี้   ยังพบเศษกระเบื้องดินเผาอีกเป็นจำนวนมากตามพื้นที่ส่วนต่างๆ จึงเชื่อว่าน่าจะมีอาคาร โครงสร้างไม้มุงหลังคาอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก   โบราณวัตถุสำคัญอื่นๆ ที่ขุดค้นพบ เช่น เศษภาชนะดินเผาแบบสังคโลก เครื่องถ้วยจีน และโซ่คล้องประตูทำจากสำริด เป็นต้น

               ศาลพระอิศวร เป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดู ปัจจุบันเหลือเฉพาะฐานอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยศิลาแลง ส่วนเสาและเครื่องบนหลังคาทำด้วยไม้จึงหักพังจนหมดแล้ว ศาลแห่งนี้เดิมได้ประดิษฐานเทวรูปพระอิศวรสำริด ที่ฐานมีจารึก กล่าวว่าสร้างขึ้นเมื่อ พุทธศักราช ๒๐๕๓ นอกจากนี้ ยังพบเทวรูปพระนารายณ์และเทวสตรีรวมอยู่ด้วย แต่อาจจะเป็นไปได้ว่าได้นำไปประดิษฐานไว้ภายหลังหรือนำมาจากที่อื่น

               การที่เมืองกำแพงเพชรซึ่งนับถือพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น แต่ได้มีการสถาปนาเทวรูปพระอิศวรไว้กลางเมืองก็เพราะเหตุว่า พราหมณ์ได้เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นผู้ประกอบพระราชพิธีต่างๆ ให้กับราชสำนักและเป็นผู้รักษาคัมภีร์ธรรมศาสตร์ที่ใช้ในการปกครองบ้านเมือง


 
 โบราณสถานนอกกำแพงเมือง หรือเขตอรัญญิก
 วัดพระสี่อิริยาบถ

               สิ่งก่อสร้างสำคัญประกอบด้วย วิหารตั้งอยู่ด้านหน้าวัด ทำเป็นฐานสองชั้น ฐานล่างเป็นแบบฐานบัวลูกแก้วอกไก่สูงใหญ่ ผนังด้านข้างใช้ศิลาแลงก่อเป็นลูกกรงเตี้ยๆ เลียนแบบเครื่องไม้ ชานชาลาด้านหน้ามีแท่นประดับสิงห์ปูนปั้นและทวารบาล ส่วนฐานบนเป็นวิหารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีมุขเด็จทั้งด้านหน้า - หลัง ภายในวิหารมีแท่นอาสน์สงฆ์และแท่นประดิษฐานพระประธาน

               ด้านหลังวิหารเป็นมณฑปขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นแบบจตุรมุข กึ่งกลางเป็นแท่งสี่เหลี่ยมเพื่อรับส่วนยอดหลังคา จากนั้นทำเป็นมุขยื่นออกมาทั้ง ๔ ทิศ แต่ละด้านก่อผนังให้เว้าเข้าไปและประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้น ผนังด้านตะวันออกประดิษฐานพระพุทธรูปลีลา ด้านทิศเหนือเป็นพระพุทธรูปนอน ด้านทิศใต้เป็นพระพุทธรูปนั่ง และด้านทิศตะวันตกเป็นพระพุทธรูปยืน ซึ่งยังคงสภาพดีมากกว่าด้านอื่นๆ


วัดพระนอน

                มีอุโบสถตั้งอยู่ทางด้านหน้า เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าย่อมุมเป็นมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีใบเสมาสลักลวดลายพันธุ์พฤกษา บางใบสลักเป็นภาพเล่าเรื่องรามเกียรติ์  ถัดไปด้านหลังเป็นวิหารพระนอน ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปนอนสภาพพังทลาย แต่ที่สำคัญคือเสาวิหารเป็นเสาศิลาแลงสี่เหลี่ยมแท่งเดียวตลอด ที่มีขนาดสูงใหญ่มาก เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเมืองกำแพงเพชร เจดีย์ประธานอยู่ถัดจากวิหารไปทางด้านหลัง เป็นเจดีย์ทรงระฆัง ฐานแปดเหลี่ยมซ้อนลดหลั่นกันหลายชั้น


วัดช้างรอบ

              เจดีย์ประธานทำฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมสูงใหญ่ มีบันไดอยู่ที่กลางด้านทั้งสี่เพื่อขึ้นไปถึงลานด้านบนสำหรับเดินประทักษิณ  บันไดทางขึ้นสร้างชันมาก  ชานบันไดแต่ละด้านประดับสิงห์และ  ทวารบาลปูนปั้น จากบันไดเข้าสู่ลานด้านบนทำเป็นซุ้มประตู หลังคาซุ้มมีเจดีย์ยอดระฆังขนาดเล็กประดับ

               ผนังของฐานสี่เหลี่ยมล่างประดับรูปช้างปูนปั้นครึ่งตัวล้อมรอบ จำนวน ๖๘ เชือก ตัวช้างปั้นด้วยปูนแกนในโกลนจากศิลาแลง หัวและสองขาหน้าโผล่พ้นจากผนังประดับลวดลายปูนปั้นที่แผงคอ กำไลโคนขาและข้อขาผนังระหว่างช้างแต่ละเชือกตกแต่งลายปูนปั้นนูนสูงรูปต้นไม้งดงาม

               องค์เจดีย์บนฐานประทักษิณเหลือเฉพาะชั้นหน้ากระดานแปดเหลี่ยมชั้นหน้ากระดานกลม  และส่วนที่ต่อเนื่องขึ้นไปอีกเล็กน้อย ส่วนยอดเจดีย์ที่อยู่เหนือขึ้นไปพังทลายหมดแล้ว เฉพาะชั้นหน้ากระดานกลมเหนือฐานแปดเหลี่ยม เดิมประดับลวดลายปูนปั้นเล่าเรื่องพุทธประวัติ โดยแบ่งออกเป็นช่วงรอบองค์เจดีย์รวม ๔๔ ช่อง แต่ปัจจุบันชำรุดหลุดร่วงออกหมด ใต้ภาพปูนปั้นประดับหงส์ดินเผาที่งดงามมาก


วัดอาวาสใหญ่

              สิ่งก่อสร้างสำคัญ ได้แก่ ด้านหน้าสุดก่อเป็นฐานไพทีรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หักเป็นมุมจำนวน ๒ ฐาน ด้านบนมีฐานเจดีย์รายแบบต่างๆ ฐานละ ๘ องค์ ถัดไปเป็นวิหารซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางของเขตพุทธาวาส ตัววิหารตั้งอยู่บนฐานทักษิณขนาดใหญ่ ด้านหลังวิหารเป็นเจดีย์ประธานขนาดใหญ่ ฐานล่างสุดเป็นแบบฐานหน้ากระดานแปดเหลี่ยม ถัดขึ้นไปเป็นฐานบัวแปดเหลี่ยมย่อมุม ส่วนยอดเจดีย์ที่ถัดขึ้นไปพังทลาย จึงไม่ทราบรูปทรงเดิมที่แน่ชัด

               วัดอาวาสใหญ่เป็นวัดที่มีการจัดแผนผังสิ่งก่อสร้างได้งดงาม คงเป็นวัดที่พระสงฆ์ผู้ใหญ่ฝ่ายอรัญวาสีของเมืองกำแพงเพชรจำพรรษาอยู่ ด้วยมีฐานอาคารที่คาดว่าเป็นกุฏิสงฆ์ขนาดใหญ่น้อยจำนวนมากอยู่ในเขตสังฆาวาส


 โบราณสถานเมืองนครชุม
 วัดพระบรมธาตุ

               ตั้งอยู่กลางเมืองนครชุม สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสุโขทัย ตามหลักฐานในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๓ (จารึกนครชุม) ได้กล่าวถึงพระมหาธรรมราชาลิไทได้ประดิษฐานพระศรีรัตนมหาธาตุ และปลูกพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งได้มาจากลังกาทวีปที่เมืองนครชุม ในปีพุทธศักราช ๑๙๐๐

               เจดีย์วัดพระบรมธาตุปัจจุบันเป็นรูปแบบเจดีย์พม่า แต่เดิมกล่าวกันว่าเป็นพระเจดีย์ก่อด้วยอิฐแบบพระเจดีย์สุโขทัยสามองค์ (น่าจะหมายถึงพระเจดีย์ทรงดอกบัวตูมหรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์) ครั้นสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงอนุญาตให้พ่อค้าชาวพม่า ชื่อ  พระยาตะก่า ซ่อมแซมปฏิสังขรณ์สร้างพระเจดีย์ใหม่ใหญ่กว่าเดิมโดยใช้สร้างแบบเจดีย์พม่าดังที่ปรากฏในปัจจุบัน


วัดเจดีย์กลางทุ่ง

               วัดแห่งนี้ไม่ปรากฏแนวกำแพงวัด แต่มีการขุดคูน้ำโดยรอบเพื่อแสดงขอบเขตวัดที่เรียกว่าอุทกสีมา อันเป็นรูปแบบนิยมกันมากในสมัยสุโขทัย สิ่งก่อสร้างสำคัญภายในวัดประกอบด้วยวิหารก่อด้วยอิฐ  ด้านหลังวิหารเป็นเจดีย์ประธานทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ สภาพค่อนข้างสมบูรณ์ รูปทรงขององค์เจดีย์ประกอบด้วย ฐานหน้ากระดานสี่เหลี่ยมซ้อนลดหลั่นสามชั้น จากนั้นเป็นแบบฐานบัวลูกแก้วอกไก่ชั้นแว่นฟ้าย่อเหลี่ยมไม้ยี่สิบสองชั้น ส่วนเรือนธาตุย่อเหลี่ยมไม้ยี่สิบรอบรับส่วนยอดทรงดอกบัวตูม


วัดหนองพิกุล

               แผนผังวัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีคูน้ำโดยรอบทั้ง ๔ ด้านหรือที่เรียกว่า อุทกสีมา สิ่งก่อสร้างสำคัญภายในวัดคือ มณฑปรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ซึ่งทำหน้าที่เป็นคันธกุฎี ตั้งอยู่หลังวิหารอันเป็นประธานของวัด มณฑปก่อฐานสูงประมาณ ๑.๕๐ เมตร ก่อผนังหนาทึบทั้งสามด้านเว้นทางเข้าเฉพาะด้านหน้าด้านเดียว ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่เต็มคับพื้นที่ เครื่องบนก่ออิฐถือปูนเป็นหลังคา รูปแบบมณฑปวัดหนองพิกุลคล้ายคลึงกับมณฑปวัดศรีชุม วัดตึก วัดตระพังทองหลาง ที่เมืองสุโขทัย


ป้อมทุ่งเศรษฐี

               อยู่นอกเมืองนครชุมทางด้านทิศใต้ ลักษณะป้อมเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ก่อด้วยศิลาแลงยาวด้านละ  ๘๔  เมตร แต่ละด้านมีช่องประตูเข้าออกตรงบริเวณกึ่งกลาง ด้านนอกก่อเป็นกำแพงสูง ด้านในก่อเป็นแท่นเชิงเทิน บนเชิงเทินสามารถเดินตรวจตราได้ ตอนบนสุดก่อเป็นรูปใบเสมา ใต้ใบเสมาทุกใบมีช่อง อาจจะใช้เป็นช่องปืนตรงมุมกำแพงทั้งสี่มุมทำเป็นป้อมรูปสี่เหลี่ยมยื่นออกมา ตอนล่างของแนวกำแพงมีช่องกุดทำเป็นวงโค้งยอดแหลม ภายในบริเวณป้อมไม่ปรากฏร่องรอยสิ่งก่อสร้างอื่นใด

               จากลักษณะช่องกุดที่เจาะเป็นรูปโค้งเข้าไปในตัวกำแพง คล้ายกับช่องหน้าต่างอาคารที่สร้างในสมัยอยุธยา โดยเฉพาะตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ลงมา สันนิษฐานว่า ป้อมทุ่งเศรษฐีคงสร้างในสมัยอยุธยาตอนกลางและเป็นลักษณะป้อมที่ได้รับอิทธิพลจากยุโรป อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒


 กลับไปด้านบนสุด  
คุณค่าแห่งความเป็นมรดกโลก

               ปัจจุบันสุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร เป็นเมืองโบราณที่ปรากฏร่องรอยหลักฐานของอารยธรรมอันรุ่งเรืองในอดีต สะท้อนให้เห็นภาพของอาณาจักรสุโขทัยในความเป็น “รุ่งอรุณแห่งความสุข” เป็นต้นกำเนิดของประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ได้พัฒนาเป็นรัฐสำคัญของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๘ – ๒๐ เป็นเวลานานประมาณ ๒๐๐ ปี ด้วยความโดดเด่นนี้เองส่งผลให้เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร ได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์และได้รับการขึ้นทะเบียนไว้ในบัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลก เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๔ ด้วยคุณค่าความโดดเด่นตามเกณฑ์มาตรฐาน ดังนี้

               หลักเกณฑ์ข้อที่ ๑
               “เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์”

               หลักเกณฑ์ข้อที่ ๓
               “เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว”

               โบราณวัตถุสถานที่ปรากฏอยู่ในเมืองประวัติศาสตร์ทั้ง ๓ เมืองนี้ แสดงให้เห็นถึงผลงานสร้างสรรค์อันล้ำเลิศของมนุษย์ ความงดงามอลังการของสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมสุโขทัย เป็นต้นแบบที่ส่งอิทธิพลให้ศิลปกรรมไทยในระยะต่อมา ความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะของเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ และพระพุทธรูปลีลา เป็นสิ่งยืนยันถึงความสำเร็จของศิลปกรรมไทยยุคแรกนี้ได้เป็นอย่างดี

 กลับไปด้านบนสุด  
ารบริหารจัดการ

               พื้นที่เมืองประวัติศาสตร์ทั้ง ๓ แห่ง ได้แก่ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน    ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๐๔ โดยมีกรมศิลปากรเป็นหน่วยงานบริหารจัดการและควบคุมดูแลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ในการนี้กรมศิลปากรได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินการจัดทำแผนการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองประวัติศาสตร์ทั้ง ๓ แห่ง ในรูปของอุทยานประวัติศาสตร์ เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการพื้นที่ให้ได้รับการคุ้มครอง อนุรักษ์ และพัฒนาอย่างเหมาะสมและสามารถดำรงคุณค่าความเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติไว้ตลอดไป แผนการอนุรักษ์และพัฒนาดังกล่าว ประกอบด้วยแผนงานหลักในการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ การอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ การจัดระเบียบพื้นที่ทำกินของชุมชนและส่งเสริมการท่องเที่ยว

               ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๔๘ กรมศิลปากรได้ว่าจ้างคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรดำเนินการจัดทำแผนแม่บทอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร (ฉบับใหม่) โดยมีแนวคิดหลักของโครงการเป็นการวางแผนงานในเชิงบูรณาการที่พิจารณาโบราณสถานเป็นองค์ประกอบหลัก โดยกำหนดการวางแผนและผัง เพื่อพัฒนาให้บรรลุศักยภาพสูงสุดของพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยมีรายละเอียดของแผนงาน ดังนี้

  ๑. แผนงานโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และโบราณสถาน
  ๒. แผนการใช้ประโยชน์ที่ดินและกฏหมายที่เกี่ยวข้อง
  ๓. แผนจัดการชุมชน
  ๔. แผนพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน
  ๕. แผนพัฒนาภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อม
  ๖. แผนส่งเสริมรายได้และอาชีพ
  ๗. แผนการบริหารจัดการพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์

               ปัจจุบันแผนแม่บทดังกล่าว อยู่ระหว่างการพิจารณาและประเมินความเหมาะสม

               ปัจจุบัน (พุทธศักราช ๒๕๕๓) กรมศิลปากร โดยคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์ กำลังดำเนินการจัดทำและปรับปรุงแผนแม่บทแต่ละอุทยานประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ซึ่งในส่วนของอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ได้กำหนดแผนงานเป็น ๘ แผนงาน ดังนี้

  ๑. แผนงานโบราณคดี ประวัติศาสตร์และโบราณสถาน
  ๒. แผนการปรับปรุงสภาพแวดล้อมและสภาพภูมิทัศน์พื้นที่โบราณสถาน และการให้บริการนักท่องเที่ยว
  ๓. แผนการจัดระเบียบชุมชนและการใช้ประโยชน์ที่ดินโบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์
  ๔. แผนพัฒนาบริการทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
  ๕. แผนพัฒนาปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคสาธารณูปการ
  ๖. แผนงานเศรษฐกิจและสังคม
  ๗. แผนการโฆษณาประชาสัมพันธ์
  ๘. แผนพัฒนาสำนักงานบุคลากรและบริหารจัดการ


 กลับไปด้านบนสุด  
รดกโลก สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร ในปัจจุบัน
 

              อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร ในปัจจุบันได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ มีลักษณะการใช้พื้นที่ทั้งส่วนที่เป็นโบราณสถานที่ได้รับการดูแลโดยกรมศิลปากร และพื้นที่ข้างเคียงซึ่งที่อยู่อาศัยของชุมชนท้องถิ่น โดยกำหนดและจัดสรรการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างชัดเจน รวมทั้งควบคุมสิ่งก่อสร้างและการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ โดยคณะกรรมการพิจารณาการอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารและใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตโบราณสถาน ร่วมกันพิจารณาเพื่อนำเสนอความเห็นต่ออธิบดีกรมศิลปากรผู้อำนาจในการอนุญาต ปัจจุบันชุมชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์เริ่มขยายตัวพร้อมๆ กับการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับแนวทางของเมืองประวัติศาสตร์และเป็นเมืองมรดกโลก เช่น การสร้างอาคาร สิ่งก่อสร้างต่างๆ ขึ้นภายในเขตเมืองเก่า ตลอดจนบดบังทัศนียภาพ หรือสภาพภูมิทัศน์ ทำให้ขาดความสง่างามและคุณค่าของโบราณสถาน รวมทั้งการขาดหน่วยงานที่ต้องดำเนินการ ด้านอนุรักษ์การอย่างพอเพียง ดังนั้นจึงต้องสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน ให้ตระหนักในคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม และช่วยกันดูแลรักษาให้เป็นมรดกที่ทรงคุณค่าตกทอดไปสู่อนุชนรุ่นหลังสืบไป



 กลับไปด้านบนสุด  

 
 ติดต่อผู้ดูแลระบบ  |  แผนผังเว็บไซต์  | แลกลิงค์  |  ข้อมูลอ้างอิง  |  สนับสนุนภาพถ่าย
 
กระทรวงวัฒนธรรม
๖๖๖ ชั้น ๑๕ - ๒๓  ถนนบรมราชชนนี  แขวงบางบำหรุ  เขตบางพลัด  กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐  โทรศัพท์ ๐๒ ๔๒๒ ๘๘๘๘
666 Borommaratchachonnani Road, Bang Phlat, Bang Bamru, Bangkok Thailand 10700 Tel. +662 422 8888