| อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
เมืองสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๒๐)
เมืองโบราณ ๗๐๐ กว่าปี อดีตราชธานีที่รุ่งเรืองทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้า ศาสนา ภาษา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และเทคโนโลยีที่มีการสร้างสรรค์ สั่งสม และสืบทอดมาสู่ชนชาติไทยในปัจจุบัน
หากย้อนอดีตเพื่อสืบค้นความเป็นมาของบรรพชนในดินแดนสุโขทัยแล้ว อาจกล่าวได้ว่ามีผู้คนอาศัยอยู่ ณ ดินแดนแห่งนี้มาไม่ต่ำกว่า ๒,๕๐๐ ปี จากหลักฐานหลุมฝังศพ โครงกระดูกมนุษย์ และเครื่องมือหินที่พบ ณ แหล่งโบราณคดีบ้านบึงหญ้า อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย นอกจากนี้ยังมีแหล่งโบราณคดีเขาเขนเขากา อำเภอศรีนคร แหล่งโบราณคดีวัดชมชื่น อำเภอศรีสัชนาลัย ที่แสดงให้เห็นถึงความสืบเนื่องจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์สู่สมัยประวัติศาสตร์ในดินแดนแถบนี้
สมัยประวัติศาสตร์ยุคแรกเริ่มบังเกิดขึ้นเมื่อวัฒนธรรมจากต่างแดนเผยแผ่เข้ามา อันส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นอย่างมากมาย อาทิ แหล่งโบราณคดีบ้านวังหาด บ้านตลิ่งชัน ในอำเภอบ้านด่านลานหอย ซึ่งเป็นแหล่งถลุงและผลิตเครื่องมือเหล็ก ได้ค้นพบโบราณวัตถุสำคัญ คือ เหรียญเงินรูปสัตว์คล้ายลิง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหรียญเงินรูปพระอาทิตย์และศรีวัตสะ ที่มักพบได้ตามเมืองโบราณสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖) นอกจากนี้ในบริเวณเมืองสุโขทัยเก่า ยังพบพระพุทธรูปหินทรายศิลปะทวารวดี ๒ องค์ คือ ที่วัดมหาธาตุและวัดสะพานหิน ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๖ เป็นต้นมา วัฒนธรรมแบบขอมหรือบางทีเรียกว่า “สมัยลพบุรี” ได้ปรากฏขึ้นในดินแดนสุโขทัย มีหลักฐาน คือ ปราสาทเขาปู่จา อำเภอคีรีมาศ ซึ่งกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗ วัฒนธรรมแบบขอมเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะมีการสถาปนาราชธานีสุโขทัยศรีสัชนาลัย (ในพุทธศตวรรษที่ ๑๙) ดังปรากฏหลักฐานโบราณสถานแบบขอม (ในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘) ที่เมืองศรีสัชนาลัย ได้แก่ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง (ซุ้มประตูทางเข้า) และวัดเจ้าจันทร์ส่วนที่เมืองสุโขทัยเก่า ได้แก่ วัดพระพายหลวง วัดศรีสวาย และศาลตาผาแดง
ศิลาจารึกหลักที่ ๒ จารึกวัดศรีชุม ให้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ว่าพ่อขุน ๒ องค์ คือ พ่อขุนผาเมือง และพ่อขุนบางกลางหาว ได้ร่วมกันต่อสู้ขับไล่ขอมสบาดโขลญลำพง ออกไปจากเมืองสุโขทัยได้สำเร็จ อันแสดงนัยสำคัญว่าเป็นการปฏิเสธอิทธิพลทั้งทางการเมืองและวัฒนธรรมแบบขอมที่เคยแพร่หลายอยู่แต่เดิมออกไป เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่อันเป็นเอกลักษณ์แห่งชนชาติตน คือ ความเป็นคนสุโขทัยนั่นเอง ภายหลังจากเหตุการณ์ข้างต้น พ่อขุนบางกลางหาวได้ขึ้นครองราชย์ เฉลิมพระนามว่า “พ่อขุนศรีอินทราทิตย์” ปกครองเมืองสุโขทัยเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์พระร่วง
ราชวงศ์พระร่วงมีพระมหากษัตริย์ปกครองสืบต่อมารวมทั้งสิ้น ๙ พระองค์ เป็นระยะเวลาประมาณเกือบ ๒๐๐ ปี (พุทธศักราช ๑๗๙๒ – ๑๙๘๑) ช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้ในทางประวัติศาสตร์และทางศิลปะ จัดว่าเป็น สมัยสุโขทัย กำหนดช่วงระยะเวลาไว้โดยประมาณว่าระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐ ซึ่งมีเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม เกิดขึ้นมากมาย สรุปความสำคัญได้ว่า
ในรัชสมัยของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (ราวพุทธศักราช ๑๘๐๐) สันนิษฐานว่าเป็นยุคสมัยแห่งการสร้างบ้านแปง เมือง ภายใต้วัฒนธรรมทางพุทธศาสนาแบบเถรวาท สร้างพระมหาธาตุเจดีย์ไว้ ณ ใจกลางเมือง วางผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า สร้างคันดิน ขุดคูน้ำล้อมรอบ สร้างป้อมปราการ และประตูเมืองสี่ด้าน เป็นต้น
ในรัชสมัยของ พ่อขุนบานเมือง (ราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙) เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ไม่ปรากฏเหตุการณ์สำคัญในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่สันนิษฐานว่าคงมีการก่อสร้างบ้านสร้างเมืองสืบต่อจากรัชกาลก่อน
ในรัชสมัยของ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช (พุทธศักราช ๑๘๒๒ – ๑๘๔๑) ปรากฏหลักฐานความเจริญรุ่งเรืองของเมืองสุโขทัยหลายประการ พระองค์ทรงประดิษฐ์อักษรไทย (ลายสือไท) ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปีพุทธศักราช ๑๘๒๖ ทรงสร้างขดานหินมนังศิลาบาตร เมื่อปีพุทธศักราช ๑๘๓๕ สำหรับพระสงฆ์นั่งเทศนาธรรม ไพร่ฟ้าประชาชนยึดมั่นศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงโปรดให้สร้างกระดิ่งไว้สำหรับบำบัดทุกข์ บ้านเมืองจึงร่มเย็นเป็นสุข มีความอุดมสมบูรณ์ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” อาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล การเมืองมั่นคง ผูกสัมพันธไมตรีกับแว่นแคว้นต่าง ๆ
ในรัชสมัยของ พระยาเลอไท (พุทธศักราช ๑๘๔๒ - ไม่สามารถระบุได้) และรัชสมัยของ พระยางั่วนำถุม (ไม่สามารถระบุได้ – พุทธศักราช ๑๘๙๐) ตามลำดับ ไม่ปรากฏเหตุการณ์สำคัญในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เด่นชัด แต่อาจเชื่อมโยงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลานี้ มีหลักฐานที่สำคัญคือ จารึกวัดศรีชุม กล่าวถึงเมืองสุโขทัยได้ร่วมมือกันกับเมืองสองแคว ยกทัพออกไปร่วมรบพระศรีศรัทธาราชจุฬามณีแห่งเมืองสองแคว ได้กระทำยุทธหัตถีมีชัยชนะเหนือข้าศึกคือขุนจัง และตำนานมูลศาสนากล่าวถึงพระภิกษุชาวสุโขทัย ๒ รูป คือ พระสุมนะและพระอโนมทัสสี ได้เดินทางไปศึกษาพระไตรปิฎกที่นครพันแล้วกลับมาเผยแผ่ที่เมืองสุโขทัยและศรีสัชนาลัย
ในรัชสมัยของ พระมหาธรรมราชาที่ ๑ หรือ พระยาลิไท (พุทธศักราช ๑๘๙๐ – ๑๙๑๑) ทรงรวบรวมเมืองต่าง ๆ ภายในแว่นแคว้นสุโขทัย ทรงเป็นทั้งนักรบและนักปราชญ์ ทรงใช้ศาสนาเพื่อสร้างพันธมิตรทางการเมือง อาทิ เมืองน่าน หลวงพระบาง และกรุงศรีอยุธยา ที่สำคัญเมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๐๕ ทรงออกผนวชและจำพรรษาที่วัดป่ามะม่วง นอกเมืองสุโขทัยทางทิศตะวันตก ทรงมีความรอบรู้ทางด้านศาสนา ดังเช่นเมื่อปีพุทธศักราช ๑๘๘๘ เมื่อครั้งยังทรงเป็นอุปราชครองเมืองศรีสัชนาลัยทรงนิพนธ์ “เตภูมิกถา หรือ ไตรภูมิพระร่วง” เรื่องราวจักรวาลวิทยาทางพุทธศาสนา นอกจากนี้บรรดางานศิลปกรรมที่งดงามต่าง ๆ อาทิ รอยพระพุทธบาท พระพุทธรูป เจดีย์ และวัดวาอารามหลายแห่ง ล้วนมีหลักฐานชี้ชัดหรือบางแห่งเป็นที่น่าเชื่อกันว่าสร้างขึ้นในช่วงระยะเวลานั้น
อย่างไรก็ตามในรัชสมัยของพระยาลิไท ได้มีอาณาจักรแห่งใหม่เกิดขึ้นคือ “กรุงศรีอยุธยา” ซึ่งทวีกำลังและอำนาจจนเหนือกว่า และเข้ามามีอิทธิพลต่อแคว้นสุโขทัย เริ่มตั้งแต่พระเจ้าอู่ทองทรงยกทัพมายึดเมืองพิษณุโลก แล้วตั้งเงื่อนไขให้พระยาลิไทต้องย้ายไปประทับที่พิษณุโลกถึง ๗ ปี อันเป็นการทำให้ศูนย์กลางราชบัลลังก์แห่งเมืองสุโขทัยไม่มั่นคง
เมื่อสิ้นรัชสมัยของพระยาลิไท สุโขทัยยังดำรงฐานะเป็นเมืองที่มีพระมหากษัตริย์ปกครองในตำแหน่งพระมหาธรรมราชาสืบต่อมาอีกคือ พระมหาธรรมราชาที่ ๒ พระมหาธรรมราชาที่ ๓ (ไสลือไท) และ พระมหาธรรมราชาที่ ๔ (บรมปาล) ตามลำดับ แม้สถานภาพทางการเมืองจะไม่ค่อยมั่นคง แต่ชาวสุโขทัยก็ยังคงยึดมั่นในพระพุทธศาสนา ดังเช่นที่ปรากฏตามหลักฐานการสร้างวัดและงานศิลปกรรมทางศาสนามาโดยตลอด อาทิ วัดช้างล้อม (พุทธศักราช ๑๙๒๗) วัดอโสการาม (พุทธศักราช ๑๙๔๒) วัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม (พุทธศักราช ๑๙๔๗) และวัดสรศักดิ์ (พุทธศักราช ๑๙๖๐) เป็นต้น สำหรับสถานภาพทางการเมืองของสุโขทัยที่มิได้มั่นคงดังเช่นแต่ก่อนนั้น ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากอิทธิพลจากภายนอกที่สำคัญ คือ กรุงศรีอยุธยา ส่งผลให้บางคราสุโขทัยก็เข้มแข็ง บางคราก็อ่อนแอ
จนกระทั่งปีพุทธศักราช ๑๙๘๑ เมื่อพระมหาธรรมราชาที่ ๔ (บรมปาล) สิ้นพระชนม์ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) แห่งกรุงศรีอยุธยาก็มิได้แต่งตั้งพระมหาธรรมราชาอีก แต่โปรดให้พระราเมศวร (ตำแหน่งอุปราชซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) พระราชโอรสผู้มีมารดาเป็นเชื้อสายราชวงศ์สุโขทัย ไปปกครองเมืองพิษณุโลกและเมืองต่างๆ ในแคว้นสุโขทัย พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ กล่าวว่า พระพุทธชินราชมีน้ำพระเนตรเป็นโลหิต นั่นคือ สุโขทัยสูญสิ้นเอกราชให้แก่พระนครศรีอยุธยา อันเป็นการยุติอำนาจทางการเมืองของแคว้นสุโขทัยลงอย่างแท้จริง รวมระยะเวลาแห่งการดำรงเอกราชของแคว้นสุโขทัยประมาณเกือบ ๒๐๐ ปี
ภายหลังการสิ้นสุดอำนาจของแคว้นสุโขทัยแล้ว ศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองในแถบภาคเหนือตอนล่างเปลี่ยนมาอยู่ที่เมืองพิษณุโลก ซึ่งก็มีฐานะเป็นเพียงเมืองลูกหลวงของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาอีกต่อหนึ่ง นับจากนี้ไปเมืองสุโขทัยไร้ซึ่งกำลังในการสร้างสรรค์และทำนุบำรุงบ้านเมือง แม้บางคราประวัติศาสตร์กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของผู้คนในดินแดนแห่งนี้ แต่ก็มิได้สลักสำคัญเฉกเช่นในอดีต กระทั่งบางคราเมื่อเกิดศึกสงครามก็ต้องกวาดต้อนผู้คนออกไปจนสิ้น อันทำให้เมืองสุโขทัยต้องกลายเป็นเมืองร้างอยู่กลางป่าดงนานนับร้อยปี |