ประกาศขึ้นทะเบียน มรดกโลก
ที่ตั้งและลักษณะทางกายภาพ
ประวัติศาสตร์ โบราณคดี
โบราณสถานสำคัญ
คุณค่าแห่งความเป็นมรดกโลก
การบริหารจัดการ
มรดกโลกอยุธยาในปัจจุบัน
 
 
 
ระกาศขึ้นทะเบียน มรดกโลก

               อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดก จากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ณ กรุงคาร์เธจ ประเทศตูซิเนีย เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๓๔ โดยมีคุณสมบัติการเป็นมรดกโลกตรงตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

  (iii)

เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรม หรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว

               อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา มีเนื้อที่ ๑,๘๑๐ ไร่ ตั้งอยู่ภายในเกาะเมืองอยุธยา เขตเทศบาลเมืองพระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางทิศเหนือตามถนนสายเอเซีย  ระยะทางประมาณ ๗๕ กิโลเมตร  ลักษณะของเกาะเมืองอยุธยาเป็นไปตามสภาพของแม่น้ำที่กัดเซาะแผ่นดินมีรูปร่างไม่แน่นอน บางครั้งมีผู้สันนิษฐานว่า มีลักษณะคล้ายน้ำเต้า

               กรมศิลปากร ได้ประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานพระนครศรีอยุธยา ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๓ ตอนที่ ๑๐๒ ลงวันที่ ๑๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๑๙ พื้นที่ ๑,๘๑๐ ไร่ และในปี พุทธศักราช ๒๕๔๐ กรมศิลปากรได้ประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานพระนครศรีอยุธยาเพิ่มเติม ซึ่งครอบคลุมเกาะเมืองอยุธยาและพื้นที่รอบนอกเกาะเมืองทุกด้านที่ปรากฏหลักฐานด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๓,๐๐๐ ไร่

 กลับไปด้านบนสุด  
ที่ตั้งและลักษณะทางกายภาพ

               อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ที่ เกาะเมือง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรี-อยุธยา ซึ่งตั้งอยู่ในเขตที่ราบลุ่มภาคกลางตอนล่างของประเทศไทย อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครไปทางทิศเหนือ ๗๖ กิโลเมตร

               ตัวเกาะเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางของกรุงศรีอยุธยาในอดีต ถูกล้อมรอบด้วยแม่น้ำสำคัญ  ๓ สายคือ  แม่น้ำลพบุรีด้านทิศเหนือ   แม่น้ำป่าสักด้านทิศตะวันออก   และแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศตะวันตกและทิศใต้   ทำให้มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมต่อการเกษตรกรรมอันเป็นพื้นฐานของการตั้งถิ่นฐาน เป็นชุมทางคมนาคมที่เอื้อต่อการค้าทั้งภายในและภายนอก ทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการค้าที่มีความสำคัญของภูมิภาคเอเชียและของโลก ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๒๐ - ๒๓

               กรมศิลปากร ได้ประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานพระนครศรีอยุธยา ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๓ ตอนที่ ๑๐๒ ลงวันที่ ๑๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๑๙ พื้นที่ ๑,๘๑๐ ไร่ และในปี พุทธศักราช ๒๕๔๐ กรมศิลปากรได้ประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานพระนครศรีอยุธยาเพิ่มเติม ซึ่งครอบคลุมเกาะเมืองอยุธยาและพื้นที่รอบนอกเกาะเมืองทุกด้านที่ปรากฏหลักฐานด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี รวมพื้นที่โบราณสถานประมาณ ๓,๐๐๐ ไร่

 กลับไปด้านบนสุด  
ระวัติศาสตร์ โบราณคดี

               ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา พื้นที่ประเทศไทยยังแบ่งออกเป็นเมืองใหญ่เมืองน้อย ซึ่งต่างก็มีอิสระในการปกครอง เช่น ทางภาคเหนือมีอาณาจักรล้านนาและอาณาจักรสุโขทัย ทางภาคใต้มีเมืองนครศรีธรรมราช ส่วนทางภาคอีสานและภาคกลางก็มีอิทธิพลเขมรแพร่หลายอยู่ก่อนโดยมีศูนย์กลางสำคัญอยู่ที่เมืองลพบุรี

               เชื่อกันว่าบริเวณเมืองอยุธยาเคยเป็นที่ตั้งของ    “เมืองอโยธยา”    ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของลพบุรีมาก่อน โดยมีหลักฐานพระราชพงศาวดารกล่าวถึงการสร้างพระเจ้าพนัญเชิง  เมื่อพุทธศักราช ๑๘๖๗     แสดงให้เห็นว่าขณะนั้นชุมชนอโยธยามีขนาดใหญ่ และมีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคงแล้ว

               เมื่ออิทธิพลเขมรเริ่มเสื่อมลงตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา เมืองที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองต่างตั้งตัวเป็นอิสระ    ต่อมาในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือพระเจ้าอู่ทอง     ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการเมืองการปกครองในบริเวณที่ราบลุ่มภาคกลาง    โดยรวบรวมเมืองที่มีความสัมพันธ์กันทางด้านเครือญาติเข้าด้วยกันอาทิ เมืองลพบุรี เมืองสุพรรณบุรี และเมืองสรรค์บุรี เป็นต้น

               ในระยะแรกนั้นพระเจ้าอู่ทอง ทรงประทับอยู่ที่ “เวียงเหล็ก” นอกเกาะเมืองด้านทิศใต้ ซึ่งเป็นพระราชวังเดิมที่พระองค์ได้อุทิศพื้นที่วังให้เป็นวัดพุทไธศวรรย์   โดยย้ายมาประทับที่ “หนองโสน”    ภายในเกาะเมือง   ซึ่งเชื่อกันว่าคือ “บึงพระราม” อันเป็นตำบลที่พระเจ้าอู่ทองทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาและสร้างพระราชวังในบริเวณนี้

               จากการดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีพื้นที่โดยรอบเกาะเมืองทางด้านทิศเหนือ   ทิศตะวันออก (อโยธยา)   และทิศใต้    ปรากฏร่องรอยของชุมชนโบราณที่มีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานและสร้างศาสนสถานมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นและสืบเนื่องมาถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย                                            


สมัยอยุธยาตอนต้น

              สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือพระเจ้าอู่ทอง (พุทธศักราช ๑๘๙๓ – ๑๙๑๒) ปฐมกษัตริย์ ผู้ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเมื่อปีพุทธศักราช ๑๘๙๓ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาอันเป็นที่ตั้งของพระราชวัง พระอาราม และสถานที่สำคัญของเมือง   รวมทั้งเป็นที่ตั้งของบ้านเรือนราษฎรในสมัยกรุงศรีอยุธยา   โดยการรวบรวมเมืองที่มีความสัมพันธ์ทางด้านเครือญาติเข้าด้วยกัน ทรงขยายขอบเขตทางการเมืองไปยังเมืองต่าง ๆ และทรงวางรากฐานทางด้านการปกครองโดยพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดอยู่ที่เมืองหลวง ส่วนเมืองลูกหลวงต่างๆ จะมีการแต่งตั้งเจ้าเมืองไปปกครองในลักษณะเครือญาติ

               สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พุทธศักราช ๑๙๙๑ – ๒๐๓๑) ทรงรวบรวมบรรดาหัวเมืองสำคัญ ที่แต่เดิมอยู่ในการปกครองของสุโขทัย ให้มาอยู่ในการปกครองของอยุธยาได้ และมีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองครั้งสำคัญ อันเป็นรากฐานการปกครองใหม่ซึ่งถูกใช้เป็นรากฐานการปกครองในระยะต่อๆ มา


สมัยอยุธยาตอนกลาง

               สมเด็จพระมหินทราธิราช (พุทธศักราช ๒๑๑๑ - ๒๑๑๒) ในสมัยนี้กรุงศรีอยุธยาได้แพ้สงครามแก่พม่าเป็นครั้งแรกในปี พุทธศักราช ๒๑๑๒ และตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าเป็นระยะเวลา ๑๕ ปี

               สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พุทธศักราช ๒๑๓๓ – ๒๑๔๘) ทรงเป็นกษัตริย์นักรบที่สามารถกอบกู้อิสรภาพของกรุงศรีอยุธยาคืนจากพม่าได้ในปีพุทธศักราช ๒๑๒๗ ชัยชนะจากสงครามครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยทางการเมืองแก่กรุงศรีอยุธยาในรัชกาลต่อ ๆ มา


สมัยอยุธยาตอนปลาย

               สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พุทธศักราช ๒๑๙๙ – ๒๒๓๑) ทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับชาวต่างชาติที่เข้ามากรุงศรีอยุธยาเพื่อประโยชน์ทางการค้า ศาสนา และการเมือง ทำให้ได้รับเอาวิทยาการสมัยใหม่จากชาวต่างชาติเข้ามาใช้ ที่สำคัญได้แก่ รูปแบบและเทคนิคในการก่อสร้างงานสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก ซึ่งเห็นได้จากสถาปัตยกรรมทรงตึกสมัยอยุธยาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และลพบุรี

               สมเด็จพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ หรือ พระเจ้าเอกทัศ (พุทธศักราช ๒๓๐๑ - ๒๓๑๐) เป็นพระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายที่ปกครองกรุงศรีอยุธยา เพราะในรัชกาลนี้ต้องเสียกรุงให้แก่พม่าเป็นครั้งที่ ๒ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๑๐ ซึ่งส่งผลให้อยุธยาต้องล่มสลายในที่สุด

  
สังคมและวัฒนธรรมสมัยอยุธยา

               กรุงศรีอยุธยาดำรงความเป็นราชธานีอันยิ่งใหญ่สืบเนื่องมารวมระยะเวลา ๔๑๗ ปี (พุทธศักราช ๑๘๙๓ – ๒๓๑๐) มีพระมหากษัตริย์ปกครองสืบต่อมาทั้งสิ้น ๓๓ พระองค์ จาก ๕ ราชวงศ์ ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวกรุงศรีอยุธยา จัดได้ว่าเป็นราชธานีที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ สิ่งที่ยืนยันได้คือ เอกสารทางประวัติศาสตร์ทั้งของชาวไทยและชาวต่างชาติ   ซึ่งต่างก็สะท้อนให้เห็นได้ถึงอารยธรรมและความเจริญรุ่งเรือง   รวมทั้งพัฒนาการต่าง ๆ ทั้งในด้านการเมืองการปกครอง สังคม เศรษฐกิจการค้า การทูต การศาสนา และศิลปวัฒนธรรม

 
ด้านการปกครอง

               กรุงศรีอยุธยาปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขที่มีอำนาจสูงสุดในการปกครองแผ่นดิน ทรงปกครองด้วยทศพิธราชธรรม ทรงมอบหมายให้พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางปกครองดูแลเมืองลูกหลวงหลานหลวงต่างพระเนตรพระกรรณ ส่วนเมืองประเทศราชมีเจ้านายในราชวงศ์เก่าปกครองขึ้นตรงต่อเมืองราชธานีกรุงศรีอยุธยา

               สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พุทธศักราช ๑๙๙๑ – ๒๐๓๑) ทรงปฏิรูปการปกครองลดทอนอำนาจหัวเมือง ทรงแยกการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายทหารมีสมุหพระกลาโหมเป็นผู้รับผิดชอบ และฝ่ายพลเรือนมีสมุหนายกเป็นผู้รับผิดชอบ ในฝ่ายพลเรือนนั้นยังแบ่งออกเป็น ๔ กรมหรือจตุสดมภ์ ได้แก่ กรมเวียงหรือนครบาลทำหน้าที่ปกครองดูแลบ้านเมือง กรมวังหรือธรรมาธิกรณ์ทำหน้าที่ดูแลกิจการพระราชวัง กรมคลังหรือโกษาธิบดีทำหน้าที่ดูแลด้านการค้าและการต่างประเทศ กรมนาหรือเกษตราธิการทำหน้าที่ดูแลเรื่องเกษตรกรรม ซึ่งรูปแบบการปกครองนี้ใช้สืบต่อมาตลอดสมัยอยุธยา


ด้านสังคม

               ระบบสังคมอยุธยาเป็นแบบชนชั้น คือ มีชนชั้นสูงหรือมูลนาย ประกอบด้วยพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดในฐานะองค์พระประมุข ทรงเป็นเจ้าชีวิตและเจ้าแผ่นดิน ระดับรองลงมา คือ พระบรมวงศานุวงศ์ เจ้าเมือง และขุนนาง และชนชั้นล่างคือไพร่และทาส

               ไพร่ คือ พลเมืองสามัญ เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมซึ่งกฏหมายกำหนดให้ไพร่ต้องสังกัดมูลนาย เป็นระบบควบคุมกำลังคนของทางราชการ ไพร่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานไปทำราชการให้หลวงปีละ ๖ เดือน แต่หากไพร่คนใดไม่ต้องการจะถูกเกณฑ์แรงงานจะต้องจ่ายเงินหรือสิ่งของเพื่อทดแทนแรงงานเรียกว่า “ส่วย” แรงงานไพร่จะไม่มีเงินเดือนเป็นค่าตอบแทน แต่สิ่งที่ไพร่จะได้รับคือการปกป้องคุ้มครองจากมูลนายที่ตนสังกัด 

               ส่วน ทาส คือ แรงงานของมูลนายตลอดชีวิต อันสืบเนื่องมาจากเหตุผลทางด้านสงคราม ด้านเศรษฐกิจ หรือการสืบสายโลหิต ทาสนั้นจะถูกเลี้ยงดูโดยมูลนายไปตลอดชีวิต


ด้านเศรษฐกิจและการค้า

               อาชีพหลักของชาวอยุธยาคือ การเกษตรกรรม โดยมีข้าวเป็นผลผลิตที่สำคัญ สามารถผลิตได้มากเพียงพอสำหรับพลเมืองของประเทศ และยังเป็นสินค้าสำคัญอย่างหนึ่งที่ส่งไปค้ายังต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีสินค้าส่งออกที่สำคัญอื่น ๆ อีกได้แก่ ผลิตผลทางการเกษตร เครื่องสังคโลก และของป่า เช่น งาช้าง หนังสัตว์ ไม้ เครื่องเทศ และแร่ธาตุต่าง ๆ เป็นต้น

               อยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ มีรายได้จากการค้า ทั้งจากการส่งสำเภาไปค้าขายกับต่างประเทศ และจากการเป็นพ่อค้าคนกลาง โดยราชสำนักตั้งพระคลังสินค้าขึ้นมาผูกขาดสินค้าสำคัญซึ่งพ่อค้าต่างชาติจะต้องซื้อขายกับราชสำนักเท่านั้น

               การค้าขายกับต่างประเทศขึ้นกับกรมคลังมีออกญาศรีธรรมราชเป็นผู้ควบคุมดูแล ในระยะแรกนั้นแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ กรมท่าขวาสังกัดออกพระจุฬาราชมนตรี ขุนนางแขกซึ่งดูแลการค้ากับโลกตะวันตก ส่วนกรมท่าซ้ายสังกัดพระยาโชดึกราชเศรษฐี ขุนนางจีนซึ่งดูแลการค้ากับโลกตะวันออก ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนปลายเมื่อมีชาวยุโรปเข้ามาติดต่อค้าขายมากขึ้นจึงเกิดมีกรมท่ากลางขึ้นมาอีกกรมหนึ่ง มีขุนนางฝรั่งเป็นผู้ดูแล

               ด้านการค้าภายในมีย่านการค้าและตลาดน้อยใหญ่ตั้งอยู่ทั้งในเมืองและนอกเมือง ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนสินค้า ตลาดในอยุธยามี ๒ ประเภท คือ ตลาดน้ำขนาดใหญ่มีอยู่ ๔ แห่ง และตลาดบกอีกราว ๗๒ แห่ง


ด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

               อยุธยามีการติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศทั้งในเอเชียและยุโรป ความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยาและประเทศเพื่อนบ้านได้แก่ พม่า มอญ เขมร ลาว ญวน และมลายู ส่วนมากเกี่ยวข้องกันทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการค้า ในฐานะบ้านพี่เมืองน้อง เครือญาติ หรือเมืองประเทศราช ซึ่งบ้างครั้งก็เกิดสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่เหนือแผ่นดินของกันและกัน โดยมีพม่าเป็นคู่สงครามที่สำคัญของอยุธยามาโดยตลอด

               ความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชียอื่น ๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และเปอร์เซีย มักเกี่ยวข้องในด้านวัฒนธรรมและการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจีนและชาวเปอร์เซีย ได้เข้ามารับราชการในกรมคลังดูแลเรื่องการค้าขายกับต่างประเทศให้ราชสำนักอยุธยา

               สำหรับประเทศทางยุโรปนั้น อยุธยาติดต่อกับโปรตุเกสเป็นชาติแรกในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ หลังจากนั้นก็มีชาวตะวันตกชาติอื่นตามเข้ามาได้แก่ สเปน ฮอลันดา อังกฤษ และฝรั่งเศส เป็นต้น การเข้ามาของชาวตะวันตกมีจุดมุ่งหมายเพื่อการค้าและการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ แต่บางครั้งก็กระทบต่ออธิปไตยของอยุธยาบ้าง พระมหากษัตริย์อยุธยาจึงทรงระมัดระวังในการดำเนินนโยบายทางด้านการต่างประเทศ และทรงผูกมิตรกับทุกชาติเพื่อให้มีการคานอำนาจซึ่งกันและกัน

               นอกจากผลดีด้านเศรษฐกิจแล้ว การติดต่อกับประเทศตะวันตกทำให้อยุธยาได้เรียนรู้วิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่นทางด้านการทหาร การสร้างป้อมและกำแพงเมือง การใช้ปืน ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ การประปา การจัดสวน และการก่อสร้างแบบยุโรป โดยชาวตะวันตกบางกลุ่มได้เข้ามารับราชการในราชสำนักอยุธยาด้วย


ด้านศาสนา

               ศาสนาของชาวอยุธยา คือ พุทธศาสนาแบบหินยาน แต่ศาสนาฮินดู อิสลาม และคริสต์ก็ยังมีอยู่ด้วยเช่นกัน พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์พระศาสนา พระองค์ทรงอนุญาตให้มีการเผยแพร่ลัทธิศาสนาในแผ่นดินของพระองค์ รวมทั้งทรงให้อิสระต่อประชาชนชาวอยุธยาในการเลือกนับถือศาสนาด้วย

               ในสมัยอยุธยามีวัดในพุทธศาสนากว่า ๕๐๐ แห่ง ที่สร้างขึ้นโดยพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง พ่อค้า รวมทั้งประชนทั่วไป วัดนอกจากจะเป็นที่ประกอบศาสนกิจของพุทธศาสนิกชนแล้ว ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน เป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา และศิลปวิทยาการทุกแขนงไม่ว่าจะเป็นด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม ประณีตศิลป์ และวิจิตรศิลป


ด้านศิลปกรรม

               ในสมัยอยุธยาตอนต้น (พุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐) ได้รับอิทธิพลจากศิลปะลพบุรี หรือศิลปะเขมรที่เคยเจริญรุ่งเรืองมาก่อน ในสมัยนี้จึงนิยมสร้างเจดีย์ทรงปรางค์เป็นประธานของวัด และนิยมสร้างพระพุทธรูปด้วยหินทรายและสำริด ด้านจิตรกรรมนิยมเขียนเรื่องพระอดีตพุทธ พุทธประวัติ และทศชาดก ภาพแต่ละตอนนิยมเขียนอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมเรียงเรื่องตามแนวนอน ใช้สีดำ สีขาว สีแดง และสีเหลืองดิน ที่เรียกว่า เอกรงค์ เป็นหลัก

               สมัยอยุธยาตอนกลาง (พุทธศตวรรษที่ ๒๑ – ๒๒) นิยมสร้างเจดีย์ทรงระฆังเป็นประธานของวัด ส่วนงานประติมากรรมนั้นพระพุทธรูปสำริดและปูนปั้นเริ่มได้รับความนิยมยิ่งกว่าหินทราย ด้านจิตรกรรมยังนิยมเขียนเรื่องพุทธประวัติและพบว่าเรื่องอดีตพุทธนิยมเขียนแทนด้วยรูปเจดีย์ โดยมีเทวดาถวายสักการะ ส่วนสีที่ใช้นั้นมีเพิ่มมากขึ้นกว่าระยะแรกคือ สีเขียว และสีชมพู มีการตัดเส้นเพื่อเน้นความสำคัญของตัวภาพ

              สมัยอยุธยาตอนปลาย (พุทธศตวรรรษที่ ๒๒ – ๒๓) เจดีย์ย่อมุมมีวิวัฒนาการถึงที่สุดและนิยมก่อสร้างกันมากกว่าเจดีย์ทรงปรางค์และทรงระฆัง ด้านงานประติมากรรมนิยมสร้างพระพุทธรูปด้วยปูนปั้นและสำริด และนิยมสร้างพระพุทธ-รูปทรงเครื่อง ทางด้านจิตรกรรม เรื่องอดีตพุทธเจ้ายังเขียนอยู่แต่มีขนาดเล็ก เรื่องทศชาติกลับมีความสำคัญมากกว่า และภาพพุทธประวัตินิยมตอนมารผจญ ส่วนเทคนิคการเขียนภาพนิยมแบ่งด้วยเส้นสินเทา และสีที่ใช้นั้น ใช้เหมือนกับสมัยที่ผ่านมาแต่จะเขียนได้สดใสยิ่งกว่า

ลำดับกษัตริย์สมัยอยุธยา

               กรุงศรีอยุธยาดำรงความเป็นราชธานีรวมระยะเวลา ๔๑๗ ปี (พุทธศักราช ๑๘๙๓ – ๒๓๑๐) มีพระมหากษัตริย์ปกครองสืบต่อมาทั้งสิ้น ๓๓ พระองค์ จาก ๕ ราชวงศ์ คือ อู่ทอง สุพรรณภูมิ สุโขทัย ปราสาททอง และบ้านพลูหลวง

๑. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑
(พระเจ้าอู่ทอง)
พุทธศักราช ๑๘๙๓-๑๙๑๒ ราชวงศ์อู่ทอง
๒. สมเด็จพระราเมศวร พุทธศักราช ๑๙๑๒-๑๙๑๓ ราชวงศ์อู่ทอง
๓. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑
(ขุนหลวงพะงั่ว)
พุทธศักราช ๑๙๑๓-๑๙๓๑ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ
๔. สมเด็จพระเจ้าทองลัน (เจ้าทองจันทร์) พุทธศักราช ๑๙๓๑ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ
  สมเด็จพระราเมศวร  (ครั้งที่ ๒) พุทธศักราช ๑๙๓๑-๑๙๓๘ ราชวงศ์อู่ทอง
๕. สมเด็จพระรามราชาธิราช พุทธศักราช ๑๙๓๘-๑๙๕๒ ราชวงศ์อู่ทอง
๖. สมเด็จพระอินทราชา (เจ้านครอินทร์) พุทธศักราช ๑๙๕๒-๑๙๖๗ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ
๗. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒
(เจ้าสามพระยา)
พุทธศักราช ๑๙๖๗-๑๙๙๑ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ
๘. สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พุทธศักราช ๑๙๙๑-๒๐๓๑ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ
๙. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ พุทธศักราช ๒๐๓๑-๒๐๓๔ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ
๑๐. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ (พระเชษฐา) พุทธศักราช ๒๐๓๔-๒๐๗๒ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ
๑๑. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๔
(หน่อพุทธางกูร)
พุทธศักราช ๒๐๗๒-๒๐๗๖ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ
๑๒. พระรัษฎาธิราช พุทธศักราช ๒๐๗๖ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ
๑๓. สมเด็จพระไชยราชาธิราช พุทธศักราช ๒๐๗๖-๒๐๘๙ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ
๑๔. พระยอดฟ้า (พระแก้วฟ้า) พุทธศักราช ๒๐๘๙-๒๐๙๑ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ
  ขุนวรวงศาธิราช
(ไม่ได้รับการยกย่องเป็นกษัตริย์)
พุทธศักราช ๒๐๙๑  
๑๕. สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
(พระเจ้าช้างเผือก)
พุทธศักราช ๒๐๙๑-๒๑๑๑ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ
๑๖. สมเด็จพระมหินทราธิราช พุทธศักราช ๒๑๑๑-๒๑๑๒ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ
๑๗. สมเด็จ พระมหาธรรมราชาธิราช
(สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๑)
พุทธศักราช ๒๑๑๒-๒๑๓๓ ราชวงศ์สุโขทัย
๑๘. สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
(สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๒)
พุทธศักราช ๒๑๓๓-๒๑๔๘ ราชวงศ์สุโขทัย
๑๙. สมเด็จพระเอกาทศรถ
(สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๓)
พุทธศักราช ๒๑๔๘-๒๑๖๓ ราชวงศ์สุโขทัย
๒๐. พระศรีเสาวภาคย์
(สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๔)
พุทธศักราช ๒๑๖๓ ราชวงศ์สุโขทัย
๒๑. สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม
(สมเด็จพระบรมราชาที่ ๑)
พุทธศักราช ๒๑๖๓-๒๑๗๑ ราชวงศ์สุโขทัย
๒๒. สมเด็จพระเชษฐาธิราช
(สมเด็จพระบรมราชาที่ ๒)
พุทธศักราช ๒๑๗๑-๒๑๗๒ ราชวงศ์สุโขทัย
๒๓. พระอาทิตยวงศ์ พุทธศักราช ๒๑๗๒ ราชวงศ์สุโขทัย
๒๔. สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
(สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๕)
พุทธศักราช ๒๑๗๒-๒๑๙๙ ราชวงศ์ปราสาททอง
๒๕. สมเด็จเจ้าฟ้าไชย
(สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๖)
พุทธศักราช ๒๑๙๙ ราชวงศ์ปราสาททอง
๒๖. สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา
(สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๗)
พุทธศักราช ๒๑๙๙ ราชวงศ์ปราสาททอง
๒๗. สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
(สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓)
พุทธศักราช ๒๑๙๙-๒๒๓๑ ราชวงศ์ปราสาททอง
๒๘. สมเด็จพระเพทราชา พุทธศักราช ๒๒๓๑-๒๒๔๖ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
๒๙. สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘
(พระเจ้าเสือ)
พุทธศักราช ๒๒๔๖-๒๒๕๑ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
๓๐. สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๙
(พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ)
พุทธศักราช ๒๒๕๑-๒๒๗๕ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
๓๑. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พุทธศักราช ๒๒๗๕-๒๓๐๑ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
๓๒. สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร
(ขุนหลวงหาวัด)
พุทธศักราช ๒๓๐๑ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
๓๓. สมเด็จพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์
(พระเจ้าเอกทัศ)
พุทธศักราช ๒๓๐๑-๒๓๑๐ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
 กลับไปด้านบนสุด  

บราณสถานที่สำคัญ

               รายชื่อโบราณสถาน    ซึ่งได้จากการรวบรวมข้อมูลจากแผนแม่บทอุทยานประวัติพระนครศรีอยุธยา      และจากเจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ และอื่นๆ อีก เช่น ผังบริเวณภายในเขตอุทยานฯ ผังรายโบราณสถาน และรายชื่อแหล่งโบราณสถาน และได้จากการสำรวจมีแหล่งโบราณสถานทั้งหมด ๓๕๙ แหล่ง สามารถแบ่งได้ ๗ กลุ่ม ดังนี้คือ  โบราณสถานพื้นที่นอกเกาะเมืองด้านเหนือ    โบราณสถานพื้นที่นอกเกาะเมืองด้านตะวันตก    โบราณสถานพื้นที่นอกเกาะเมืองด้านตะวันออก โบราณสถานพื้นที่นอกเกาะเมืองด้านใต้ โบราณสถานพื้นที่นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โบราณสถานพื้นที่ในเกาะเมืองนอกเขตอุทยานประวัติศาสตร์ และโบราณสถานพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์

 


แสดงตำแหน่งการกระจายตัวของโบราณสถานรอบเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา
อุทยานประวัติศาสตร์ฯ
พื้นที่ในเกาะเมืองนอกเขตอุทยานฯ
พื้นที่นอกเกาะเมืองด้านตะวันออก (ครอบคลุมเมืองอโยธยา)
พื้นที่นอกเกาะเมืองด้านตะวันตก
พื้นที่นอกเกาะเมืองด้านเหนือ (ครอบคลุมคลองสระบัว)
พื้นที่นอกเกาะเมืองด้านใต้ (ครอบคลุมเมืองเวียงเหล็ก/ปทาคูจาม)
พื้นที่นอกเหนือจากที่ระบุแล้วในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  ที่มาของภาพ : หนังสือแผนแม่บท นครประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา (Conservation and Development Project Ayutthaya Historicalcity) กองโบราณคดี กรมศิลปากร
   
เขต ๑ พื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์

พระราชวังโบราณ

                เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่เดิมตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นวัดพระศรีสรรเพชญ์ ต่อมาในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ พุทธศักราช ๑๙๙๑ โปรดฯให้ย้ายพระราชวังขึ้นไปสร้างใหม่ทางเหนือริมแม่น้ำลพบุรี และอุทิศพระราชวังเดิมให้เป็นวัดพระศรีสรรเพชญ์สำหรับประกอบพระราชพิธีต่างๆ ของพระมหากษัตริย์ มีลักษณะแผนผังแบ่งออกเป็น ๓ ส่วนคือ  เขตพระราชฐานชั้นนอก  เขตพระราชฐานชั้นกลาง  และเขตพระราชฐานชั้นใน ประกอบด้วยพระที่นั่งต่างๆ ได้แก่ พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท พระที่นั่งวิหารสมเด็จ พระที่นั่งจักรวรรดิ-ไพชยนต์ พระที่นั่งบรรยงรัตนาสน์ พระที่นั่งตรีมุข และพระที่นั่งทรงปืน เป็นต้น


วัดพระศรีสรรเพชญ์

                เดิมเป็นพระราชวังซึ่งพระเจ้าอู่ทองทรงสร้าง ต่อมาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงอุทิศให้เป็นวัดสำหรับประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ เมื่อปี พุทธศักราช ๑๙๙๑ ภายในวัดประกอบด้วยเจดีย์บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถและสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ และพระวิหารพระศรีสรรเพชญ์ ที่สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่  ๒   เมื่อปีพุทธศักราช  ๒๐๓๕   และพุทธศักราช  ๒๐๔๒   ตามลำดับ   โดยภายในพระวิหารหลวงจะประดิษฐาน “พระศรีสรรเพชญ์” ซึ่งพระองค์โปรดให้หล่อขึ้นในปี พุทธศักราช ๒๐๔๓ ส่วนพระเจดีย์อีกองค์หนึ่งนั้นได้รับการสร้างขึ้นในสมัยพระบรมราชาธิราชที่ ๔ เพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ พระราชบิดา


วัดมหาธาตุ

               เป็นวัดที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ โปรดฯให้สถาปนาขึ้นเมื่อปี พุทธศักราช ๑๙๑๗ แต่มาแล้วเสร็จในสมัยสมเด็จพระราเมศวร มีปรางค์ประธานเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมปรางค์ประธานได้พังทลายลงมา   และได้รับการปฏิสังขรณ์ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง   กระทั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ปรางค์ประธานได้พังทลายลงมาอีกครั้งดังปรากฏสภาพในปัจจุบัน


วัดราชบูรณะ

               เป็นวัดที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) โปรดฯให้สถาปนาขึ้นในปีพุทธศักราช ๑๙๖๗ บริเวณที่ถวายพระเพลิงพระศพเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา     พระเชษฐาของพระองค์ซึ่งสิ้นพระชนม์เนื่องจากการรบแย่งชิงราชสมบัติ ภายในวัดประกอบด้วยปรางค์ประธานซึ่งล้อมรอบด้วยระเบียงคด มีพระวิหารตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ส่วนพระอุโบสถตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ภายในกรุปรางค์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาตอนต้น และเป็นที่บรรจุเครื่องราชูปโภคซึ่งทำด้วยทองคำ พระพิมพ์ และของมีค่าอื่น ๆ เป็นจำนวนมาก


วัดพระราม

               ตั้งอยู่ใกล้กับหนองโสนหรือบึงพระราม   เป็นวัดที่สมเด็จพระราเมศวรโปรดฯ    ให้สถาปนาขึ้นบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ในปีพุทธศักราช ๑๙๑๒ ต่อมาได้รับการปฏิสังขรณ์ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถและสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ภายในวัดประกอบด้วยปรางค์ประธานขนาดใหญ่ มีปรางค์ขนาดเล็ก ๒ องค์ขนาบอยู่ทางทิศเหนือ – ใต้ และมีเจดีย์ประจำมุมทั้งสี่ด้วย


วิหารพระมงคลบพิตร

                พระมงคลบพิตรเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์และลงรักปิดทอง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้น เพราะมีลักษณะศิลปะอู่ทองผสมกับศิลปะสุโขทัย แต่เดิมประดิษฐานอยู่กลางแจ้งด้านทิศตะวันออกนอกพระราชวังหลวง  ถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม พุทธศักราช ๒๑๕๓  โปรดฯ ให้ชะลอมาไว้ทางด้านตะวันตกและสร้างมณฑปครอบองค์พระ จนถึง พุทธศักราช ๒๒๘๕ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงโปรดให้ปฏิสังขรณ์โดยเปลี่ยนหลังคาซึ่งเป็นมณฑปมาเป็นวิหาร


 
เขต ๒ พื้นที่เกาะเมืองนอกเขตอุทยานประวัติศาสตร์

พระราชวังจันทรเกษม

                หรือวังหน้าสมัยอยุธยา อยู่ริมแม่น้ำป่าสักบริเวณลำคูขื่อหน้า สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชโปรดฯให้สร้างขึ้นราว พุทธศักราช ๒๑๒๐ เพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในขณะที่พระองค์ยังเป็นพระยุพราชครองเมืองพิษณุโลก และได้ใช้เป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลองค์ต่อมาตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ปี พุทธศักราช ๒๓๑๐ จึงถูกไฟไหม้หมด ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ  ให้ซ่อมแซมฟื้นฟูโดยการสร้างพระราชวังใหม่ซ้อนทับบนรากฐานเดิม  ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างสำคัญได้แก่  พลับพลาจตุรมุข พระที่นั่งพิมานรัตยา และพระที่นั่งพิสัยศัลยลักษณ์ ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ทำการอนุรักษ์และปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม


วัดสุวรรณดาราราม

                เป็นวัดสำคัญประจำราชวงศ์จักรี สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกแห่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งแต่เดิมชื่อ ทองดี เป็นผู้สร้างและให้ชื่อว่า “วัดทอง”  ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว จึงโปรดฯ ให้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า “วัดสุวรรณดาราราม”  ภายในวัดมีพระอุโบสถและพระวิหารตั้งอยู่คู่กัน ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น


 
เขต ๓ พื้นที่นอกเกาะเมืองด้านทิศตะวันออก

วัดพนัญเชิง

                พงศาวดารเหนือระบุว่าเป็นวัดที่พระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้สร้าง และพระราชทานนามว่า “วัดพระเจ้าพระนางเชิง” มีพระเจ้าพนัญเชิง ซึ่งสร้างขึ้นใน ปี พุทธศักราช ๑๘๖๗ ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา ๒๖ ปี เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย สูง ๑๙ เมตร เป็นพระประธานภายในพระวิหาร  ต่อมาในปี พุทธศักราช ๒๓๙๗ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้ปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งองค์ แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า “พระพุทธไตรรัตนายก” ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “หลวงพ่อโต”


วัดใหญ่ชัยมงคล

               เป็นวัดที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง)  โปรดฯให้สร้างขึ้นที่บริเวณที่ปลงพระศพเจ้าแก้วเจ้าไทย  ซึ่งสิ้นชีพตักษัยด้วยอหิวาตกโรค เมื่อปี พุทธศักราช ๑๙๐๐ เพื่อให้เป็นสำนักสงฆ์คณะป่าแก้ว ซึ่งปฏิบัติทางวิปัสสนาธุระ และยังเป็นที่จำพรรษาของสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายขวาหรือฝ่ายอรัญวาสี ต่อมาในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้กระทำยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชา จึงโปรดให้สร้าง พระเจดีย์ไว้เป็นที่ระลึก ขนานนามว่า “พระเจดีย์ชัยมงคล” เป็นเจดีย์ประธานทรงกลมขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนฐานประทักษิณ มีระเบียงคดล้อมรอบ


วัดมเหยงคณ์

                ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาระบุว่า   เป็นวัดที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒   โปรดฯให้สร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๘๑ และได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระในปีพุทธศักราช ๒๒๕๒ – ๒๒๕๖ ภายในวัดประกอบด้วยเจดีย์ประธานทรงระฆังบนฐานประทักษิณซึ่งประดับด้วยประติมากรรมรูปช้างรอบฐาน ส่วนชื่อวัดมเหยงคณ์ สันนิษฐานว่าตั้งชื่อตามมหิยังคณะในลังกาทวีป


หมู่บ้านญี่ปุ่น

                ชาวญี่ปุ่นได้เข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่ในกรุงศรีอยุธยา เพื่อเข้ามาทำการติดต่อค้าขายและเป็นทหารรับจ้าง พระมหากษัตริย์ไทยได้พระราชทานที่ดินและจ้างชาวญี่ปุ่นเพื่อทำสงครามและต่อต้านการกบฏ ชุมชนญี่ปุ่นซึ่งต่อมากลายเป็นชุมชนเลือดผสม จึงเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเมืองอยุธยา ปัจจุบันสมาคมไทย – ญี่ปุ่น ได้สร้างอาคารจัดแสดงขึ้นบนบริเวณที่เคยเป็นหมู่บ้านญี่ปุ่นเดิม เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นอนุสรณ์สถานระหว่างไทยและญี่ปุ่น


หมู่บ้านฮอลันดา

                ตั้งอยู่ในเขตตำบลคลองสวนพลูปัจจุบันเป็นที่ตั้งของอู่ต่อเรือขนาดใหญ่ ภายในปรากฏซากของโบราณสถาน ได้แก่แผ่นป้ายบอกบริเวณที่เคยเป็นหมู่บ้าน บ่อน้ำก่อด้วยอิฐ และซากอิฐซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของอาคารคลังสินค้าฮอลันดาหรือที่เรียกกันในสมัยอยุธยาว่า วิลันดา เป็นชาวต่างประเทศที่เข้ามาติดต่อและมีความสัมพันธ์กับกรุงศรีอยุธยาในด้านการค้าต่อจากชาวโปรตุเกสและสเปน โดยมีบริษัทอีสอินเดียตะวันออกของฮอลันดา ซึ่งตั้งขึ้นในปี พุทธศักราช ๒๑๔๔ เป็นตัวแทนและจัดการติดต่อทางด้านการค้าอยู่ในกรุงศรีอยุธยา


 
เขต ๔ พื้นที่นอกเกาะเมืองด้านทิศตะวันตก

วัดไชยวัฒนาราม 

               เป็นวัดที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองโปรดฯให้สร้างขึ้นในบริเวณนิวาสสถานของพระราชชนนี ในปีพุทธศักราช ๒๑๗๓ เพื่ออุทิศถวายพระราชชนนีและเป็นอนุสรณ์แสดงชัยชนะที่มีต่อเขมร จึงได้สร้างโดยจำลองแบบปราสาทนครวัด ซึ่งประกอบด้วยปรางค์ขนาดใหญ่เป็นประธาน มีปรางค์มุมตั้งอยู่บนฐานไพทีเดียวกัน ล้อมรอบด้วยระเบียงคดซึ่งมีเมรุตั้งประจำอยู่ทุกทิศ แสดงให้เห็นถึงคติเรื่องการจำลองจักรวาลในพุทธศาสนา


วัดวรเชษฐาราม

                สันนิษฐานว่าเป็นวัดที่สมเด็จพระเอกาทศรถสร้างขึ้น เพื่อบรรจุอัฐิของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จากคำให้การชาวกรุงเก่าระบุว่าวัดวรเชษฐ์นี้ เคยเป็นที่ตั้งค่ายรอบกรุงของพม่าทางด้านตะวันตกเรียกว่า “ค่ายวัดวรเชษฐ์ ค่ายบ้านป้อม” ภายในวัดประกอบด้วยปรางค์เป็นประธานของวัด มีพระอุโบสถตั้งอยู่ทางด้านหลังปรางค์ ส่วนวิหารตั้งเยื้องออกไปทางทิศใต้


 
เขต ๕ พื้นที่นอกเกาะเมืองด้านทิศเหนือ

วัดภูเขาทอง

              ปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า สมเด็จพระราเมศวร  โปรดฯ ให้สร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อ  พุทธศักราช ๑๙๓๐  ครั้งถึง พุทธศักราช ๒๑๑๒ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยกทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาได้ จึงสร้างเจดีย์องค์ใหญ่ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานถึงชัยชนะ    ต่อมาถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศโปรดฯ    ให้บูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์และพระอารามทั้งหมดในปีพุทธศักราช ๒๒๘๘    โดยเฉพาะเจดีย์ประธานพระองค์โปรดให้เปลี่ยนเป็นทรงเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ดังนั้นฝีมืออย่างพม่าเดิมจึงเหลือเพียงฐานประทักษิณเท่านั้น


วัดหน้าพระเมรุ

                ตามตำนานกล่าวว่าพระองค์อินทร์ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒   ทรงสร้างขึ้นเมื่อ พุทธศักราช ๒๐๔๗ พระราชทานนามว่า “วัดพระเมรุราชิการาม” ต่อมาเรียกวันภายหลังว่า “วัดหน้าพระเมรุ”  สันนิษฐานว่าสร้างตรงที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระราชาพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง      ภายในวัดประกอบด้วยพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ปางมารวิชัย มีพระนามว่า “พระพุทธนิมิตรวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ”


เพนียดคล้องช้าง 

               เป็นสถานที่ที่ใช้ในการคล้องช้างป่า แต่เดิมเคยมีเพนียดตั้งอยู่ที่วัดซองด้านเหนือของพระราชวังจันทรเกษม ถึงแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชา พุทธศักราช ๒๑๒๓ โปรดให้ขยายกำแพงพระนครด้านตะวันออกไปถึงริมแม่น้ำ จึงทรงย้ายเพนียดไปที่ตำบลทะเลหญ้า หรือตำบลสวนพริกในปัจจุบัน หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาปีพุทธศักราช ๒๓๑๐ แล้ว เพนียดคงถูกทิ้งร้างไป   จนกระทั่งในสมัยต้นรัตนโกสินทร์   พระมหากษัตริย์จึงโปรดฯให้บูรณะเรื่อยมา   เช่น   ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลปัจจุบัน


 
เขต ๖ พื้นที่นอกเกาะเมืองด้านทิศใต้

วัดพุทไธศวรรย์

                ตั้งอยู่ริมแม่น้ำตรงข้ามกับพระนครด้านใต้ ในบริเวณเวียงเหล็กที่พระเจ้าอู่ทอง โปรดฯให้สร้างขึ้นในปีพุทธ-ศักราช ๑๘๙๖ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงบริเวณที่พระองค์เคยเสด็จมาประทับอยู่ก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา โบราณสถานสำคัญได้แก่ ปรางค์ประธาน วิหารคด และตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ที่ผนังภายในตำหนักมีภาพเขียนสีในสมัยอยุธยาเรื่องทศชาติ และเรื่องสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ไปนมัสการพระพุทธบาทที่ลังกาทวีป


 
หมู่บ้านโปรตุเกส 

               ชาวโปรตุเกสได้เข้ามาติดต่อกับกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ มีอยู่ด้วยกัน ๓ นิกาย คือ นิกายเยซูอิต  นิกายฟรานซิสกัน   และนิกายโดมินิกัน   ได้สร้างหมู่บ้านอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านใต้ของเกาะเมือง ปัจจุบันบนพื้นที่บริเวณนั้นปรากฏโบราณสถานจำนวน ๓ แห่ง คือ ซานเปาโล ซานโดมิงโก และซานเปโตร โดยโบราณสถานซานเปโตรนั้น เข้าใจว่าเป็นโบสถ์ที่สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดฯให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานของชาวโปรตุเกส นับว่าเป็นโบสถ์คริสต์แห่งแรกที่สร้างขึ้นในแผ่นดินไทย


 
เขต ๗ พื้นที่นอกเหนือจากที่ระบุไว้แล้ว ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ปราสาทนครหลวง

               อำเภอนครหลวง ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำป่าสัก พระราชพงศาวดารระบุว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททองโปรดฯให้ช่างไปถ่ายแบบปราสาทนครหลวงในประเทศกัมพูชามา สร้างไว้เป็นสังเขปเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ เป็นสถานที่ตั้งอยู่ระหว่างทางที่เสด็จไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี ปราสาทนครหลวงจึงเป็นสถานที่ประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบถและเป็นที่พักแรมในระยะทางที่เสด็จไปประพาสเมืองลพบุรีด้วย


 
วัดใหม่ประชุมพล

                อำเภอนครหลวง ภายในวัดประกอบด้วย เจดีย์ประธานทรงย่อมุมไม้สิบสองบนฐานสูงที่นิยมสร้างในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ภายในกรุของเจดีย์ที่ฝาผนังเขียนลวดลายพุ่มข้าวบิณฑ์ และรูปดวงดารา ตามคำบอกเล่ากล่าวว่า      วัดแห่งนี้เป็นสถานที่พักแรมของพวกข้าราชบริพารที่ตามเสด็จพระเจ้าทรงธรรมไปนมัสการรอยพระพุทธบาท สระบุรี


 
วัดชุมพลนิกายาราม

                อำเภอบางปะอิน ตั้งอยู่ใกล้กับพระราชวังบางปะอิน เป็นวัดที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองโปรดฯให้สร้างขึ้นราว พุทธศักราช ๒๑๗๕ โดยทรงอุทิศบ้านเดิมที่ทรงพระราชสมภพถวายเป็นพุทธบูชา      โดยสร้างวัดขึ้นตรงนั้น พระราชทานนามว่า “วัดชุมพลนิกายาราม” ภายในวัดมีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองปรากฏอยู่ ๒ องค์ และอาคารอื่น ๆ


 กลับไปด้านบนสุด  
คุณค่าแห่งความเป็นมรดกโลก

               นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน ยังคงปรากฏร่องรอยแห่งความเจริญรุ่งเรืองของศิลป-วัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่   งดงาม   และทรงคุณค่า  สะท้อนให้รำลึกถึงภาพความโอ่อ่าสง่างามของปราสาทราชวังวัดวาอาราม ป้อมปราการ บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ตลอดจนวิถีชีวิตของชาวกรุงศรีอยุธยาในอดีต นครประวัติศาสตร์แห่งนี้เป็นหลักฐานแสดงถึงความชาญฉลาดของชุมชนหนึ่ง นับตั้งแต่การเลือกที่ตั้งชุมชนในบริเวณที่มีแม่น้ำสามสายมาบรรจบกัน เพื่อให้เป็นแหล่งอาหาร และแหล่งเกษตรกรรมอันอุดมสมบรูณ์         พร้อมไปกับเป็นปราการธรรมชาติในการป้องกันข้าศึกศัตรูจากภายนอก นอกจากนั้นผลงานด้านสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม ประณีตศิลป์ และวรรณกรรม ยังเป็นประจักษ์พยานแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดของอารยธรรมแห่งชุมชนหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงเวลาระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๔ อีกด้วย

              หลักฐานแห่งอารยธรรมของชาวกรุงศรีอยุธยาส่งผลให้นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้รับการเชิดชูคุณค่าไว้ในบัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลก ในประพุทธศักราช ๒๕๓๔ ด้วยหลักเกณฑ์มาตรฐานข้อที่ ๓ ดังนี้

              เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว

 กลับไปด้านบนสุด  
 
ารบริหารจัดการ

               ปีพุทธศักราช ๒๔๗๘ กรมศิลปากรในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการดูแลรักษาโบราณสถาน โบราณวัตถุของชาติ ได้ดำเนินการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองอยุธยา และนับจากนั้นเป็นต้นมา การสงวนรักษาและคุ้มครองนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาอันยิ่งใหญ่และทรงคุณค่าก็ได้เริ่มขึ้นและดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดมา

               นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและโบราณสถานโดยรอบ ได้รับการคุ้มครองตามพระราช-บัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๐๔ โดยกรมศิลปากรได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๐ ให้ดำเนินการอนุรักษ์และบริหารจัดการนครประวัติศาสตร์แห่งนี้ ภายใต้แผนงานอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา   โดยมีวัตถุประสงค์หลักเฉพาะในส่วนของการบูรณะโบราณสถานในขอบเขตพื้นที่ที่กำหนดเท่านั้น แต่หลังจากที่นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๔ แล้ว กรมศิลปากรได้ปรับปรุงแผนงานอุทยานประวัติศาสตร์ดังกล่าวให้มีขอบเขตการดำเนินงานที่กว้างขวางและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น     ในรูปของแผนแม่บทนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา     ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๖ ภายใต้แผนแม่บทฯ ฉบับนี้ กรมศิลปากรได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานเป็นแผนงานหลัก ๕ แผน ได้แก่

  แนวทางการดำเนินงานหลัก ๕ แผน
๑.    แผนงานโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และโบราณสถาน
๒.    แผนงานพัฒนาและปรับปรุงสาธารณูปโภคและสาธารณูปการหลัก
๓.    แผนงานบูรณะปรับปรุงสภาพแวดล้อมและภูมิทัศน์
๔.    แผนงานพัฒนาและปรับปรุงชุมชน
๕.    แผนงานรื้อย้ายและปรับปรุงการใช้ประโยชน์ที่ดิน

               ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์ให้นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ดำรงคุณค่าและเอกลักษณ์อันโดดเด่น เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของโลกได้ตลอดไป

 กลับไปด้านบนสุด  
รดกโลก อยุธยา ในปัจจุบัน

               ปัจจุบันนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยากำลังมีกาารขยายตัวทางกายภาพอย่างมาก โดยมีการขยายเมือง เพื่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยต่าง ๆ การสร้างอาคารที่บดบังทัศนียภาพที่สวยงาม เป็นการทำลายคุณค่าของโบราณสถาน ตลอดจนการพัฒนาของถนนหนทางภายในเขตเมือง เพื่อรองรับการคมนาคมที่นักท่องเที่ยวต่างมาเยี่ยมชมอุทยานประวัติ-ศาสตร์ ทำให้เขตพัฒนาเป็นไปอย่างไร้ทิศทางของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม เช่น การสร้างเสาไฟรูปนางหงส์ ที่กระจายอยู่โดยทั่วของใจกลางเมืองพระนครศรีอยุธยา ปัญหาของขยะมูลฝอย การสร้างบ้านพัก ที่อยู่อาศัย บ้านจัดสรร อยู่โดยรอบโบราณสถาน และการถมคูคลองต่าง ๆ เป็นต้น
               ดังนั้นหากอุทยานประวัติศาสตร์นครศรีอยุธยาไม่ได้รับการเอาในใส่ดูแลจากหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะท้องถิ่นที่ต้องมีความเข้าใจในการพัฒนาเมืองที่เป็นเมืองเก่า ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติ จะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย และทำลายคุณค่าของความเป็นเมืองเก่าที่ได้รับการยอมรับเป็นเมืองมรดกโลก ก็อาจจะทำให้เมืองเก่าแห่งนี้ถูกลดถอยความสำคัญในอนาคตได้







 กลับไปด้านบนสุด  
 
 ติดต่อผู้ดูแลระบบ  |  แผนผังเว็บไซต์  | แลกลิงค์  |  ข้อมูลอ้างอิง  |  สนับสนุนภาพถ่าย
 
กระทรวงวัฒนธรรม
๖๖๖ ชั้น ๑๕ - ๒๓  ถนนบรมราชชนนี  แขวงบางบำหรุ  เขตบางพลัด  กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐  โทรศัพท์ ๐๒ ๔๒๒ ๘๘๘๘
666 Borommaratchachonnani Road, Bang Phlat, Bang Bamru, Bangkok Thailand 10700 Tel. +662 422 8888