ประกาศขึ้นทะเบียน มรดกโลก
ที่ตั้งและประวัติความเป็นมาของผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่
คุณค่าความสำคัญที่โดดเด่นของผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ในการเป็นแหล่งมรดกทางธรรมชาติ
คุณค่าความเป็นมรดกโลก
ข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้เป็นมรดกโลก
ข้อที่ควรจะปรับปรุง
การบริหารจัดการ
 
 
     
ระกาศขึ้นทะเบียน มรดกโลก

              อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ปางสีดา ทับลาน ตาพระยา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงรัก ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ "ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่"จากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ ๒๙ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๘ ที่เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ โดยมีคุณสมบัติการเป็นมรดกโลกตรงตามหลักเกณฑ์ ข้อที่ ๑๐


สถานที่ที่ได้ลงทะเบียนเป็นมรดกโลก

               อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่     อุทยานแห่งชาติทับลาน      อุทยานแห่งชาติปางสีดา      อุทยานแห่งชาติตาพระยา  และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่


ป่าดงพญาไฟ

               แหล่งมรดกโลกผืนนี้ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งแต่ก่อนเป็นป่าดงดิบที่ทึบหนา มีสัตว์มากมายทั้ง เสือ กระทิง และช้าง ชุกชุมไปด้วยไข้มาเลเรีย ไม่มีถนนหนทางตัดฝ่าผืนป่า ดั่งเช่นในปัจจุบัน การเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น   จึงยากลำบากอย่างยิ่ง หลายคนต้องเสียชีวิตด้วยไข้ป่า หรือสัตว์ป่า จนไม่ค่อยจะมีใครกล้าเข้ามาในดินแดนแถบนี้ ผู้คนจึงตั้งชื่อให้ผืนป่าแห่งนี้ว่า "ป่าดงพญาไฟ"


ป่าดงพญาเย็น

               คำว่า "ป่าดงพญาเย็น" นั้นได้ถูกกล่าวขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว จากหลักฐานจากบทพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่อง เที่ยวตามทางรถไฟ ได้ทรงเล่าถึงป่าดงพญาไฟไว้ว่า

               "ดงพญาไฟนี้ เป็นช่องสำหรับข้ามไปมาระหว่างเมืองสระบุรีกับมณฑลนครราชสีมา แต่โบราณ ไปได้แต่โดยเดินเท้า จะใช้ล้อเกวียนหาได้ไม่ ด้วยทางต้องเดินตามสันเขาบ้าง ตามไหล่เขาบ้าง คนเดินตามปกตินั้นตั้งแต่ตำบลแก่งคอย ต้องค้างคืนในป่านี้ถึง ๒ คืนถึงจะพ้น"

                "สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเคยพระราชดำริไว้ว่า ไม่ควรเรียกดงพญาไฟเพราะให้คนครั่นคร้าม จึง ทรงกราบทูลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอให้เปลี่ยนชื่อจาก "ดงพญาไฟ" เป็น "ดงพญาเย็น" แต่คนหลายๆ คนก็ยังคงเรียกว่า "ป่าดงพญาไฟ" อยู่ดั่งเดิม"

               หลังจากมีการสร้างทางรถไฟและถนนมิตรภาพ จากภาคกลางไปสู่ภาคอีสาน ดงพญาไฟก็ถูกผ่าออกทันที ผู้คนเริ่มที่จะอพยพเข้าไป แล้วถากถางป่าทำไร่ทำนา โดยเฉพาะบริเวณฟาร์มโชคชัย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา นับตั้งแต่นั้นมาป่าที่เคยดุร้ายดงพญาไฟ ก็ได้กลายมาเป็นป่าที่ต้องอยู่เงียบๆ ป่าดงพญาเย็นอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่นั้นมา

ตำบลเขาใหญ่

               เมื่อราว ๗๐-๘๐ ปีก่อน ชาวบ้านจากบ้านท่าชัย และบ้านท่าด่าน จังหวัดนครนายก อพยพมาบุกเบิกพื้นที่ทำกันบริเวณริมหนองขิง กลางผืนป่าเขาใหญ่ อันเป็นทำเลที่ดี มีน้ำอุดมสมบูรณ์ ถากถางเพื่อทำไร่พริกและนาข้าว เมื่อเห็นว่าสถานที่นี้ดีก็กลับไปชวนญาติๆ ตามขึ้นมาถากถาง จนกลายมาเป็นชุมชนกลางป่าที่มีราว ๔๐ หลังคาเรือน ยิ่งเวลาผ่านไป ก็ยิ่งมีชาวบ้านจากจังหวัดรอบๆ ยิ่งขึ้นมาถากถางมากขึ้น จนพื้นที่ราว ๑๘,๗๕๐ ไร่ หรือราว ๓๐ ตารางกิโลเมตร ถูกถากถางไป

               ในราวปีพุทธศักราช ๒๔๖๕   ชุมชนนี้ได้ขออนุญาตจัดตั้งเป็นตำบลเขาใหญ่   ขึ้นกับอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ชื่อ "เขาใหญ่"  จึงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่นั้นมา ทั้งที่ไม่มียอดเขาแห่งใดที่มีชื่อคำว่า "เขาใหญ่" เลย มีแต่ เขาเขียว เขาร่ม เขาแหลม และเขาสามร้อยยอดเท่านั้น

               ด้วยเหตุที่ว่าตำบลเขาใหญ่นี้อยู่กลางใจป่า ไม่มีถนนที่สามารถเข้าไปได้อย่างสะดวก จึงทำให้ชุมชนนี้กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน กลายเป็นแหล่งซ่องสุมของเหล่าโจรผู้ร้าย ดังนั้นเมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๗๕ ทางจังหวัดนครนายก จึงได้ส่งคน นามว่า ปลัดจ่าง มาปราบกวาดล้างโจรบนเขาใหญ่ และก็สามารถปราบได้ โดยใช้เวลานับเดือน แต่ตัวปลัดนั้นก็ต้องมาเสียชีวิตด้วยไข้ป่า ผู้คนจึงเชิดชูด้วยความกล้าหาญของท่าน พวกเขาจึงสร้างศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ขึ้น เป็นศาลที่ให้ผู้คนกราบไหว้มาจนถึงปัจจุบัน

               เมื่อปราบปรามโจรเสร็จ ทางจังหวัดนครนายกเห็นว่าหากปล่อยให้มีการตั้งตำบลเหมือนเดิม นานเข้าก็จะกลายเป็นชุมโจรอีก จึงได้สั่งให้อพยพชาวบ้านกว่า ๑,๐๐๐ คนลงมายังพื้นราบ และสั่งให้ยกเลิกตำบลเขาใหญ่ ปล่อยให้กลายเป็นทุ่งหญ้ารกร้าง และป่าให้เห็นดั่งเช่นปัจจุบันอย่างเดิม


อุทยานแห่งชาติแห่งแรก

               ในปี พุทธศักราช ๒๕๐๒ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นได้เดินทางไปตรวจราชการในบริเวณดังกล่าว ท่านได้มีโอกาสนั่งเฮลิคอปเตอร์สำรวจป่า และปรากฏว่าจอมพลสฤษดิ์ได้ห่วงกับการทำลายป่าซึ่งมีมากขึ้นทุกวัน ท่านจึงมีคำสั่งให้ทางกระทรวงเกษตรและกระทรวงมหาดไทยร่วมกันสำรวจเพื่อจัดตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติ และได้ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี พุทธศักราช ๒๕๐๕ ซึ่งนับว่าเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของไทย

 กลับไปด้านบนสุด  
ที่ตั้งและประวัติความเป็นมาของผืนป่าดงพญาเย็น - เขาใหญ่

              รัฐบาลไทยในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อใช้เป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไปสู่อนาคต จึงได้ประกาศจัดตั้งผืนป่าเขาใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียง ในบริเวณดงพญาเย็นของเทือกเขาพนมดงรัก ให้เป็นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งนับเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทยในปีพุทธศักราช ๒๕๐๕ และเมื่อกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีประสบการณ์และความพร้อมในด้านต่างๆ สูงขึ้น รัฐบาลชุดต่อๆ มา ก็ได้ประกาศให้ป่าทับลาน ป่าปางสีดา และป่าตาพระยาเป็นอุทยานแห่งชาติทับลาน อุทยานแห่งชาติปางสีดา และอุทยานแห่งชาติตาพระยา ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๔ พุทธศักราช ๒๕๒๕ และพุทธศักราช ๒๕๓๙ ตามลำดับ รวมทั้งประกาศให้ป่าดงใหญ่ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับป่าทับลาน ป่าปางสีดา และป่าตาพระยาให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ในปีพุทธศักราช ๒๕๓๙

               จากการประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติทั้ง ๔ แห่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ๑ แห่ง บริเวณดงพญา-เย็นของเทือกเขาพนมดงรัก ทำให้พื้นที่ป่าบริเวณนี้มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นระบบนิเวศตามธรรมชาติขนาดใหญ่ จนได้รับการขนานนามว่า “ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่” ซึ่งเชื่อว่าสามารถเอื้อต่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดประโยชน์นานับประการต่อประเทศ ภูมิภาค และท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ทั้งยังเป็นการสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในระดับโลก หากมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและถูกหลักการ

               ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ประกอบด้วยพื้นที่คุ้มครอง (Protected Areas) หรือพื้นที่อนุรักษ์สภาพธรรมชาติ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติทับลาน อุทยานแห่งชาติปางสีดา อุทยานแห่งชาติตาพระยา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ มีเนื้อที่รวมกันทั้งสิ้น ๓,๘๔๕,๐๘๒.๕๓ ไร่ หรือ ๖,๑๕๒.๑๓ ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ระหว่างเส้นละติจูด ที่ ๑๔ ํ๐๐' – ๑๔ ํ๓๓' เหนือ และหว่างเส้นลองจิจูด ที่ ๑๐๑ ํ๐๕' – ๑๐๓ ํ ๑๔' ตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสระบุรี นครนายก นครราชสีมา ปราจีนบุรี สระแก้ว และบุรีรัมย์ โดยเฉพาะด้านตะวันออกมีอาณาเขตติดต่อกับผืนป่าบันทายฉมอร์ ซึ่งเป็นพื้นที่คุ้มครองภูมิทัศน์ (Protected Landscape) ของราชอาณาจักรกัมพูชา

 กลับไปด้านบนสุด  
คุณค่าความสำคัญที่โดดเด่นของผืนป่าดงพญาเย็น - เขาใหญ่

              นอกจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งสะท้อนถึงประวัติความเป็นมา และวิวัฒนาการอันยาวนานของโลกในบริเวณนี้ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว คุณค่าความสำคัญที่โดดเด่นของผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ตามสภาพความเป็นจริงและที่เสนอขอขึ้นบัญชีแหล่งมรดกทางธรรมชาติยังคงโดดเด่นในด้านต่างๆ ดังนี้

ด้านอุทกวิทยา

               เนื่องจาก “ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่” เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน มีฝนตกมากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละบริเวณโดยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง ๑,๐๐๐-๓,๐๐๐ มิลลิเมตรต่อปี จึงทำให้ผืนป่าแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งกักเก็บน้ำ และเป็นต้นน้ำลำธารที่ไหลหล่อเลี้ยงการดำรงชีวิตของชุมชนต่างๆ ในภูมิภาคโดยรอบทั้งแม่น้ำนครนายก แม่น้ำปราจีนบุรี ลำตะคอง ห้วยมวกเหล็ก และแม่น้ำมูล ต่างมีจุดกำเนิดมาจากผืนป่าดงพญาเย็น - เขาใหญ่ทั้งสิ้น   โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ำมูล จัดว่าเป็นลำน้ำที่ช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตของประชาชนในเขตพื้นที่ซึ่งนับได้ว่าแห้งแล้งที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย อีกทั้งแม่น้ำมูลนี้ยังไหลลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำสากลที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมากกว่า ๖๐ ล้านคนในประเทศจีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม

ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

               ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ มีบทบาทสำคัญต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับประเทศ และระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นแหล่งสงวนระบบนิเวศตามธรรมชาติอันหลากหลาย ตั้งแต่ป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบเขา ป่าดงดิบแล้ง ไปจนถึงป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง นอกจากนี้ยังมีทุ่งหญ้าเขตร้อนกระจายตัวอยู่ทั่วไป รวมทั้งป่าบนเขาหินปูนและป่าริมห้วยลำธาร

               จากระบบนิเวศทางธรรมชาติที่หลากหลาย ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ จึงเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ป่าจำนวนมาก จากการสำรวจพบว่า ประเทศไทยนั้นพบชนิดพันธุ์พืชทั้งหมดราว ๑๕,๐๐๐ ชนิด โดยพบในพื้นที่ดงพญาเย็น-เขาใหญ่จำนวนไม่น้อยกว่า ๒,๕๐๐ ชนิด หรือประมาณ ๑ ใน ๖ ของชนิดพันธุ์ที่ปรากฏในประเทศ โดยมีชนิดพันธุ์เฉพาะถิ่น ๑๖ ชนิด และมีสัตว์ป่ามากถึง ๘๐๕ ชนิด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ๑๑๒ ชนิด นก ๓๙๒ ชนิด และมีสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก รวมกัน ๒๐๕ ชนิด โดยมี ๙ ชนิด ที่เป็นชนิดพันธุ์เฉพาะถิ่น ได้แก่ ตะพาบหัวกบหรือกราวเขียวหรือกริวดาว  จิ้งจกหินเมืองกาญจน์  ตุ๊กแกเขาหินทราย  กิ้งก่าภูวัว  จิ้งเหลนด้วงตะวันตก  จิ้งเหลนเรียวโคราช งูดินโคราช งูกินทากลายขวั้น และจระเข้น้ำจืด และในจำนวนสัตว์ป่าที่พบทั้งหมดมีหลายชนิดที่มีความสำคัญในระดับโลก และมี 3 ชนิดพันธุ์ที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ (endangered) ได้แก่ ช้างป่า เสือโคร่ง และวัวแดง

               นอกจากนี้ยังพบว่ามีสัตว์ป่าที่มีสถานภาพมีแนวโน้มสูญพันธุ์ไปจากโลก (vulnerable) อาศัยอยู่ในผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ได้แก่ ลิงกังหรือลิงก้นแดง ชะนีมงกุฎ เม่นใหญ่ หมาไน หมีควาย  เสือลายเมฆ  กระทิง  เลียงผา  นกลุมพูแดง ไก่ฟ้าพญาลอ นกยูง และนกฟินฟุต

ด้านการท่องเที่ยวและการศึกษาเรียนรู้

               แนวผาสูงยาวต่อเชื่อมกันบริเวณด้านทิศตะวันตกของผืนป่าดงพยาเย็น-เขาใหญ่ นับเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและสภาพภูมิทัศน์ที่โดดเด่น โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ซึ่งสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนมากที่สุดและมีฝนตกชุกที่สุด จึงพบว่ามีลำธาร และน้ำตกจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วบริเวณ เป็นสิ่งดึงดูดให้มีผู้มาเยือนนับล้านคนในแต่ละปี การเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการ  การศึกษาหาความรู้  และการสัมผัสกับธรรมชาติ   เพื่อให้หลุดพ้นจากภารกิจประจำวันที่ต้องแข่งขันและจำเจจึงเป็นประสบการณ์ที่จะได้รับจากการมาเยือนผืนป่าแห่งนี้

               นอกจากนี้ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ยังเป็นแหล่งธรรมชาติอันสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ จึงมีโอกาสพบเห็นชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่สำคัญ หรือที่หายาก หรือใกล้สูญพันธุ์ อาทิ   เสือโคร่ง ช้างป่า กระทิง วัวแดง ชะนีมือขาว ชะนีมงกุฎ นกกก นกแก๊ก รวมถึงจระเข้น้ำจืด ซึ่งคนทั่วไปเชื่อกันว่าได้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้ว

 กลับไปด้านบนสุด  
คุณค่าแห่งความเป็นมรดกโลก

               แหล่งมรดกโลกเขาใหญ่ ดงพญาเย็นนั้น เป็นผืนป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยมีสภาพป่าแบบต่างๆ ตั้งแต่ ป่าดงดิบ ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และทุ่งหญ้า

               พื้นที่ตรงผืนป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นั้น เคยได้รับการเสนอชื่อขึ้นไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปี พุทธศักราช ๒๕๓๓แล้ว ซึ่งในขณะนั้นได้เสนอแหล่งธรรมชาติอีก ๓ แหล่งสู่ที่ประชุมองค์การยูเนสโกเพื่อพิจารณา คือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เขตรักษาพันธุ์สัตวป่าทุ่งใหญ่ -ห้วยขาแข้ง และอุทยานแห่งชาติตะรุเตา และปรากฏว่าเขตรักษาพันธุ์สัตวป่าทุ่งใหญ่ - ห้วยขาแข้ง ได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกเพียงแห่งเดียว ด้วยเหตุที่ว่าอุทยานแห่งชาติที่เหลือทั้ง ๒ แห่งนั้นเล็กเกินไป และยังมีนโยบายที่ไม่แน่นอนและไม่เพียงพอ

               อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นแหล่งที่มีชนิดพันธุ์ของพืชและสัตว์ที่ไม่สามารถพบได้ที่อื่นเป็นจำนวนมาก โดยในจำนวนพืชราว ๑๕,๐๐๐ ชนิดที่พบในประเทศไทย สามารถพบในแหล่งมรดกโลกนี้ถึง ๒,๕๐๐ ชนิด มีพืชเฉพาะผืนป่านี้ถึง ๑๖ ชนิด มีสัตว์ป่ากว่า ๘๐๐ ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ๑๑๒ ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำกว่า ๒๐๙ ชนิด นกกว่า ๓๙๒ ชนิด และเงือก ๔ ชนิด ใน ๖ ชนิดที่พบในประเทศไทย

 กลับไปด้านบนสุด  
ข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้เป็นมรดกโลก

               อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ปางสีดา ทับลาน ตาพระยา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ได้ลงทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ     "ผืนป่าดงพญาเย็น - เขาใหญ่"   ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ ๒๙ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๘ ที่เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ โดยผ่านข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้เป็นแหล่งมรดกโลก ดังนี้

  (x)

เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย

 กลับไปด้านบนสุด  
ข้อที่ควรจะปรับปรุง

               ยูเนสโกได้เสนอข้อเสนอแนะตามมาอีก ๗ ข้อ หลังจากได้ลงทะเบียนเป็นมรดกโลก ได้แก่

  ๑. ให้มีการจัดระบบการจัดผืนป่าทั้งหมดแบบบูรณาการ ไม่ใช่แยกจัดแบบต่างคนต่างดูแลเหมือนเช่นที่ผ่านมา
  ๒. รัฐบาลต้องสนับสนุนงบประมาณ และทรัพยากรบุคคล เพื่อการบริหารจัดการพื้นป่าอย่างเต็มที่
  ๓. ดูแลนโยบายและการปฏิบัติให้สอดคล้องสนับสนุนซึ่งกันและกัน
  ๔. ต้องให้การส่งเสริมการสำรวจ และวิจัยสถานภาพของป่า และสัตว์ป่าอย่างจริงจัง
  ๕. จะต้องหาหนทางเชื่อมผืนป่าต่างๆเข้าด้วยกัน โดยการเชื่อมต่อกับป่าอนุรักษ์ในกัมพูชา
  ๖.

ต้องหาทางแก้ปัญหาถนนที่ตัดแยกผืนป่าออกจากกัน โดยจะต้องศึกษา และหามาตรการให้ผืนป่าเชื่อมต่อกันภายในปี พุทธศักราช ๒๕๕๐

  ๗.

ดำเนินกิจกรรมที่เสริมสร้างความร่วมมือจากชาวบ้าน และชุมชนในการอนุรักษ์ผืนป่า เพื่อเป็นหลักประกันในสถานภาพมรดกโลก

 กลับไปด้านบนสุด  
ารบริหารจัดการ

ปัญหาทางหลวงสาย ๓๐๔

               จากกรณีที่ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม มีโครงการที่จะขยายถนนเส้น ๓๐๔ กบินทร์บุรี-ปักธงชัย ถนนที่ผ่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และอุทยานแห่งชาติทับลาน จาก ๒ เลน เป็น ๔ เลน โดยได้ไถพื้นที่ป่าไปแล้วกว่า ๔ กม.

               ทางด้าน กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งมีหน้าที่ดูแลโครงการเฉลิมฉลองผืนป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ กล่าวถึงโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข ๓๐๔ ว่าเป็นแผนเมกะโปรเจกต์ของกระทรวงคมนาคม   ที่นำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ    ที่มีนายพินิจ จารุสมบัติ รองนายกรัฐมนตรีสมัยนั้นเป็นประธาน เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

               กรมอุทยาน ยังมีความเห็นอีกว่า ถนน ๓๐๔ ที่ผ่านระหว่างอุทยานแห่งชาติทับลานและเขาใหญ่ โดยเฉพาะกม.ที่ ๒๗-๒๙ และกม.ที่ ๔๒-๔๘ มีความเหมาะสมที่จะทำให้ป่าเชื่อมต่อกันได้ และควรสร้างเป็นสะพานยกสูงสำหรับให้รถวิ่งด้านบน ส่วนด้านล่างก็ปลูกป่า ทำแนวรั้วถนนเพื่อให้สัตว์อพยพเคลื่อนย้ายหากันได้ อีกทั้งเรื่องนี้ยังเป็นไปตามแผนงานที่ รัฐบาลไทยต้องนำเสนอความคืบหน้าให้คณะกรรมการมรดกโลก (ยูเนสโก) ในปี พุทธศักราช ๒๕๕๐ หลังการเป็นมรดกโลกด้วย นอกจากนั้นทางไทยต้องนำเสนอแผนแม่บทการจัดการผืนมรดกโลกแห่งใหม่ ซึ่งขณะนี้แผนแม่บทจัดทำเสร็จแล้ว และเตรียมจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องราชการ และท้องถิ่น ในเดือนกรกฎาคมนี้ ก่อนจะมีงานเฉลิมฉลองครบรอบ ๑ ปี

               ทางป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ยังได้รับงบสนับสนุนจากธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย จำนวน ๖๐ ล้านบาท สำหรับจัดทำแนวเชื่อมต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และเชื่อมผืนป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน-ตะวันตก เทือกเขาตะนาวศรี เพื่อศึกษาการเดินทางของสัตว์ที่เดินทางข้ามระหว่างป่าไทยกับป่าพม่าด้วย ขณะนี้กรมอุทยานเตรียมจะพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ในวันที่ ๙ พฤษภาคมนี้

               อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากรมอุทยานพยายามนัดคุยกับกรมทางหลวง เพื่อหารือในประเด็นนี้ แต่มีการเลื่อนนัดมาหลายครั้ง จนล่าสุดได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะมีการประชุมกันในวันที่ 18 พฤษภาคม นี้

               กรมอุทยานยังได้ทำหนังสือมาที่กรมทางเพื่อให้ทำเป็นสะพานยกสูง เพื่อแบ่งพื้นที่ข้างบนให้รถผ่าน ด้านล่างให้เป็นทางสัตว์ผ่าน แต่เนื่องจากต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก แต่กรมทางมีงบประมาณน้อย และจำเป็นขยายถนน ๔ เลน ซึ่งรวมแล้วมีความกว้างเพียง ๑๗-๑๘ เมตร เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่มีรถบรรทุกหนักวิ่งผ่านกว่า ๕,๐๐๐ คันต่อวัน และลดปัญหาอุบัติเหตุเนื่องจากเกาะกลางเป็นการทำชั่วคราวเท่านั้น ทั้งนี้ ต้องรอคณะกรรมการมรดกโลกยูเนสโกทำการศึกษาความเป็นไปได้ที่เชื่อมผืนป่าบนถนน ๓๐๔ เพื่อพิจารณากันอีกครั้งหนึ่ง

               แต่สิ่งที่ร้ายที่สุดก็คือแหล่งมรดกโลกนี้ถูกถอดถอนจากการเป็นมรดกโลก เพราะพึ่งได้รับการลงทะเบียนเป็นผืนป่ามรดกโลกไม่ถึงปี แต่กลับมีการบุกรุกและดำเนินการที่อาจจะเป็นการเสียหายแก่มรดกโลกผืนนี้ ทั้งที่ไทยได้ประกาศตัวเองว่าจะดูแลรักษาให้ดี เหมือนกับว่าเราโกหกประเทศ และอาจจะเป็นเหตุให้ถูกปลดจากการเป็นมรดกโลกได้ ซึ่งจะทำให้ประเทศชาติเสียหน้าอย่างมาก รวมทั้งยังจะเสียหายไปยังพื้นที่อื่นที่ไทยกำลังจะขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในอนาคต เช่น อุทยานแห่งชาติตะรุเตา อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และบริเวณเทือกเขาเพชรบูรณ์ เป็นต้น

ปัญหาเรื่องเขื่อน

               นายอดุล วิเชียรเจริญ ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกกล่าวว่า การที่กรมชลประทานยังไม่ยกเลิกโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำ ๓ แห่งในพื้นที่แหล่งมรดกโลกแห่งนี้นั้นทำให้น่าเป็นห่วงว่าแหล่งมรดกโลกแห่งนี้อาจถูกถอนออกจากการเป็นมรดกโลก ซึ่งแหล่งมรดกโลกที่เคยถูกถอดถอนและถูกปลดมาอยู่ในภาวะอันตรายนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการท่องเที่ยว ซึ่งนับเป็นภัยคุกคามที่ร้างแรง เพราะจะทำให้มีปัญหาขยะ น้ำเสีย โดยในการประชุมประจำปี พุทธศักราช ๒๕๕๐ นี้คณะกรรมการมรดกโลกได้ลงมติให้หมู่เกาะกาลาปากอส ประเทศเอกวาดอร์ ถูกปลดสถานภาพไปอยู่ในภาวะอันตราย เช่นเดียวกับที่อุทยานแห่งชาตินีโอโกโล-โกโบ ประเทศเซเนกัล ซึ่งมีปัญหาการก่อสร้างเขื่อน

               ด้านอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ นายเฉลิมศักดิ์ วานิชสมบัติ กล่าวว่า จะสอบถามไปยังกรมชลประทานว่า ยังมีโครงการนี้อยู่หรือไม่ ยอมรับว่าคงไม่สามารถสั่งระงับโครงการได้ หากกรมชลประทานจะเดินหน้าศึกษาความเหมาะสมก็ถือว่าทำได้ ส่วนจะก่อสร้างได้หรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

               นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) กล่าวว่า โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำบริเวณพื้นที่ป่า ห้วยโสมง ใสน้อย และใสใหญ่    เป็นเพียง ๒ ใน ๑๒    โครงการ ที่กรมชลประทานเคยได้รับอนุมัติตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๓๒ ก่อนที่จะมีกฎหมายสิ่งแวดล้อม ปี พุทธศักราช ๒๕๓๕ ที่ระบุให้ต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) โครงการนี้ถูกนำมาปัดฝุ่นเป็นโครงการแก้ไขปัญหาน้ำภาคตะวันออก และคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘ หลังจากดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในวันที่ ๑๔ กรกฎาคมปีเดียวกัน และล่าสุด กรมชลประทานได้ให้ทีมอาจารย์จากสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม ศึกษาทางด้านวิศวกรรม

การฟื้นฟูป่า

               เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๐ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และทางเทสโก้โลตัส ได้ร่วมลงนามการดำเนินโครงการ "๙ ล้านกล้า ๘๐ พรรษามหามงคล" โดยมีเป้าหมายที่จะปลูกป่าให้ครบ ๙๐ ล้านต้น บนเนื้อที่ ๒๕,๐๐๐ ไร่ ภายในเวลา ๕ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ถึง ๒๕๕๕ โดยจะดำเนินการปลูกในเขตพื้นที่ของป่าดงพญาเย็น บริเวณ ๕ จังหวัด

 กลับไปด้านบนสุด  
 
 ติดต่อผู้ดูแลระบบ  |  แผนผังเว็บไซต์  | แลกลิงค์  |  ข้อมูลอ้างอิง  |  สนับสนุนภาพถ่าย
 
กระทรวงวัฒนธรรม
๖๖๖ ชั้น ๑๕ - ๒๓  ถนนบรมราชชนนี  แขวงบางบำหรุ  เขตบางพลัด  กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐  โทรศัพท์ ๐๒ ๔๒๒ ๘๘๘๘
666 Borommaratchachonnani Road, Bang Phlat, Bang Bamru, Bangkok Thailand 10700 Tel. +662 422 8888