โครงกระดูกสุนัขที่พบจากการขุดค้น

 

โครงกระดูกสุนัขสมบูรณ์ที่พบจากหลุมขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดโพธิ์ศรีใน
ตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๗
โครงกระดูกสุนัข

               สืบเนื่องจากหลุมขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดโพธิ์ศรีใน เป็นหลุมขุดค้นทางโบราณคดีเพียงแห่งเดียวในบ้านเชียง ที่ยังคงแสดงหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดค้นพบตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๑๕ โดยได้มีการสร้างอาคารคลุมหลุมและเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชม ตลอดระยะเวลากว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมา ทำให้หลักฐานทางโบราณคดีภายในหลุมขุดค้นเกิดการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา และหลักฐานทางโบราณคดีที่ปรากฏภายในหลุมขุดค้น ยังไม่ได้รับการศึกษาวิเคราะห์อย่างสมบูรณ์ เนื่องด้วยข้อจำกัดจากความต้องการคงสภาพหลักฐานที่พบ รวมไปถึงยังคงปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีที่อยู่ในระดับต่ำลงไปอยู่อีก ด้วยเหตุนี้ กรมศิลปากรจึงมีความมุ่งหมายที่จะดำเนินการปรับปรุงสภาพหลุมขุดค้น พร้อมทั้งดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลหลักฐานทางโบราณคดีที่ปรากฏ รวมทั้งปรับปรุงการแสดงโดยจำลองโบราณวัตถุลงในหลุม เพื่อนำโบราณวัตถุจริงไปเก็บสงวนรักษาอย่างยั่งยืนตลอดไป
 

โครงกระดูกสุนัขที่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดโพธิ์ศรีใน (ปีพุทธศักราช ๒๕๔๖ – ๒๕๔๗ )
               การดำเนินงานขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดโพธิ์ศรีใน ปีพุทธศักราช๒๕๔๖ - ๒๕๔๗ ได้พบหลักฐานโครงกระดูกสัตว์ที่สำคัญแบบเต็มโครงสมบูรณ์ ได้แก่ โครงกระดูกควาย โครงกระดูกปลา และโครงกระดูกสุนัข เป็นต้น จากการวิเคราะห์เบื้องต้นโดย ดร.อำพัน กิจงาม นักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญเรื่องกระดูกสัตว์ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับโครงกระดูกควายที่พบว่า น่าจะเป็นควายที่ถูกนำมาเลี้ยงไว้เพื่อใช้งาน เนื่องจากกระดูกเท้ามีลักษณะผิดปกติ ซึ่งเกิดจากการกดทับจากการใช้แรงงาน นอกจากนี้ ขณะดำเนินการขยายผนังหลุมขุดค้น เพื่อวางโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ได้พบโครงกระดูกสุนัขแบบเต็มโครงสมบูรณ์  ซึ่งน่าจะเป็นสุนัขที่ถูกนำมาเลี้ยงไว้เช่นกัน
               โครงกระดูกสุนัขที่สมบูรณ์พบภายหลังจากขุดค้นทางโบราณคดี จนถึงระดับชั้นดินที่ไม่พบร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์แล้ว และได้ขุดขยายผนังหลุมเพื่อวางโครงสร้าง คอนกรีตเสริมเหล็ก และใช้เป็นผนังสำหรับทำหลุมขุดค้นจำลอง   การขุดค้นดังกล่าวได้ใช้วิธีการขุดค้นและเก็บข้อมูลแบบเดียวกับที่ใช้ภายในหลุมขุดค้น โดยขุดขยายออกไปจากขอบหลุมเดิมประมาณ ๕๐ เซนติเมตร ยกเว้นพื้นที่บริเวณ PSN-๑ ด้านทิศตะวันออกที่ต้องขุดขยายออกไป ๙๐ เซนติเมตร ซึ่งบริเวณนี้เองที่ทำให้เราได้พบหลักฐานโครงกระดูกสุนัขในพื้นที่ S ๓-๔ E ๑๖-๑๗ ลึกจากระดับผิวดินประมาณ ๑๘๐ - ๒๑๐ เซนติเมตร (๒๕๐ – ๒๘๐ cm.dt.) วางตัวอยู่ตรงกับตำแหน่งโครงกระดูกมนุษย์หมายเลข ๐๔๖ บริเวณใต้แขนข้างซ้าย  แต่มีระดับความลึกใกล้เคียงกับโครงกระดูกมนุษย์หมายเลข ๐๖๙ ซึ่งวางอยู่บริเวณใกล้ปลายเท้า โดยมีโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน คือ โครงกระดูกมนุษย์หมายเลข ๐๗๖, ๐๗๐ และ ๐๖๘

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นของความสัมพันธ์ระหว่างโครงกระดูกสุนัขกับหลักฐานทางโบราณคดี
            จากการศึกษาการทับถมของชั้นดินหลังขุดค้นพบว่า ลักษณะหน้าตัดของดินใต้โครงกระดูกสุนัขเป็นเส้นโค้งคล้ายหลุม ซึ่งน่าจะเป็นภาพตัดขวางของหลุมฝังศพ โดยมีความลึกจากระดับมาตรฐานสมมติ ๒๕๐ - ๒๘๐ cm.dt. อยู่ใกล้กับหลุมฝังศพหมายเลข ๐๖๙ ซึ่งมีความลึกจากระดับมาตรฐานสมมติ ๒๑๐ - ๒๕๐ cm.dt. จากหลักฐานวัตถุอุทิศที่พบบริเวณปลายเท้าของโครงกระดูกหมายเลข ๐๖๙ และ ๐๗๖ แสดงให้เห็นว่า มีพิธีกรรมการฝังศพที่วางเครื่องเซ่นไว้ที่ปลายเท้าจึงมีความเป็นไปได้ว่า โครงกระดูกสุนัขที่พบน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับหลักฐานหลุมฝังศพ โดยอาจเป็นเครื่องเซ่นสำหรับพิธีกรรมการฝังศพของโครงกระดูกมนุษย์ ที่ถูกฝังในตำแหน่งถัดออกไปทางทิศตะวันออกในผนังหลุม ซึ่งไม่ได้ขุดค้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้เป็นเพียงการวิเคราะห์เบื้องต้นจากหลักฐานข้างเคียง ซึ่งยังไม่สมบูรณ์มากนัก เนื่องจากพื้นที่แวดล้อมโดยรอบของโครงกระดูกสุนัขไม่ได้รับการขุดค้นทางโบราณคดี จึงไม่สามารถสรุปข้อมูลดังกล่าวได้อย่างชัดเจน ซึ่งอาจพบหลักฐานบางอย่างที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับโครงกระดูกสุนัข ที่ยังถูกฝังอยู่ในชั้นดินข้างเคียงก็อาจเป็นได้
 

การดำเนินงานอนุรักษ์เบื้องต้นภายหลังการค้นพบโครงกระดูกสุนัข (ตั้งแต่ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๗  - ๒๕๔๙ )
            ภายหลังการแต่งโครงกระดูกสุนัข ได้บันทึกสภาพและเก็บหลักฐานขึ้นจากหลุมขุดค้นโดยการตัดเป็นแท่นดินมีแผ่นเหล็กทำเป็นกรอบป้องกันและรองรับน้ำหนักดิน ใช้แผ่นฟิวเจอร์บอร์ดทำเป็นกล่องเจาะรูครอบปิดไว้ แล้วนำไปเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง โครงกระดูกนี้ได้รับการศึกษาวิเคราะห์เบื้องต้นจาก ดร.อำพัน กิจงาม     ซึ่งจะได้นำเสนอข้อมูลดังกล่าวในโอกาสต่อไป      และได้รับคำแนะนำจากคุณจิราภรณ์ อรัญยะนาค หัวหน้ากลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ ในการรักษาสภาพเบื้องต้นว่า ให้ใช้กระจกหรืออเครลิคครอบปิดส่วนบน โดยให้มีรูระบายอากาศ หากปรากฏเชื้อราหรือเกลือที่ผิวกระดูกให้ทำความสะอาดออกทันที และให้มีการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด
               ปัจจุบันได้นำโครงกระดูกสุนัขไปจัดแสดงไว้ที่หลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีใน ร่วมกับข้อมูลหลักฐานอื่นๆ บางส่วนที่ขุดพบ เพื่อให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจได้เข้าชม ก่อนที่จะดำเนินการจัดทำหลุมจัดแสดงจำลองต่อไปในภายหน้า  ซึ่งจะทำการจัดแสดงหลักฐานข้อมูลเดิมก่อนการขุดค้นทางโบราณคดีในครั้งนี้
 

การอนุรักษ์และการจัดแสดงโครงกระดูกสุนัข
               ๑.  ทำความสะอาดด้วยพู่กัน ปัดฝุ่นและเกลือ เบื้องต้น เป็นระยะ ๆ
               ๒.  ใส่ดินเทียม(ป่น) ลงในรอยแยก ( crack ) 
               ๓. นำโบราณวัตถุจริงเก็บไว้ในห้องคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง
               ๔. ประสานนักวิชาการช่างศิลป์ออกแบบแท่นฐานโบราณวัตถุ   และป้ายจัดแสดง (จำนวน ๓ ชุด แท่น  สำหรับโบราณวัตถุ ๑ ชุด,   แท่นสำหรับจำลองโบราณวัตถุ ๒ ชุด ) พร้อมทั้งทำครอบแก้วหรือพลาสติกอเครลิก สำหรับครอบโบราณวัตถุพร้อมเจาะรูระบายอากาศ
               ๕.  ประสานนักอนุรักษ์ ตรวจสอบสภาพโบราณวัตถุ (กระดูกสุนัข) เพื่ออนุรักษ์ก่อนจะครอบแก้ว
               ๖.  ประมาณราคาทั้งหมด

บทสรุปของหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับกระดูกสัตว์ที่ผ่านมา
            ดร. อำพัน  กิจงาม นักโบราณคดี ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสัตว์ ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ตัวอย่างกระดูกสัตว์ชนิดต่างๆ ที่พบในแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ผลการศึกษาระบุว่า ได้พบกระดูกสัตว์มากกว่า ๖๐ ชนิด (Kijngam , ๑๙๗๑) โดยชนิดของสัตว์ที่พบในพื้นที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง สามารถนำมาศึกษาเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรวมไปถึงปัจจัยต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์และมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสัตว์แต่ละชนิด ซึ่งย่อมมีความแตกต่างกันไปตามชนิดและประเภทของสัตว์ที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมนั้นๆ ณ ระยะเวลาหนึ่ง ทั้งนี้ต้องอาศัยการศึกษาวิเคราะห์ชนิดของพืชประกอบด้วย
            สัตว์เลี้ยงของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเชียงตั้งแต่สมัยต้นจนถึงสมัยปลาย ได้แก่ วัว หมู และสุนัข จากการศึกษาพบว่าสัตว์เลี้ยงดังกล่าวมีอายุค่อนข้างน้อยเมื่อตาย ต่อมาในสมัยกลางได้พบกระดูกควาย ซึ่งสามารถระบุได้ว่าเป็นควายเลี้ยงเพื่อใช้งาน เพราะมีการนำกระดูกกีบเท้าของควาย (III  phalange) ที่พบในแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงมาศึกษาเปรียบเทียบกับควายปัจจุบัน พบว่ามีร่องรอยการลากไถเหมือนกัน โดยมีความแตกต่างกับวัวซึ่งไม่พบหลักฐาน

 


 บทความ/วิชาการที่เกี่ยวข้อง
 
 ติดต่อผู้ดูแลระบบ  |  แผนผังเว็บไซต์  | แลกลิงค์  |  ข้อมูลอ้างอิง  |  สนับสนุนภาพถ่าย
 
กระทรวงวัฒนธรรม
๖๖๖ ชั้น ๑๕ - ๒๓  ถนนบรมราชชนนี  แขวงบางบำหรุ  เขตบางพลัด  กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐  โทรศัพท์ ๐๒ ๔๒๒ ๘๘๘๘
666 Borommaratchachonnani Road, Bang Phlat, Bang Bamru, Bangkok Thailand 10700 Tel. +662 422 8888