|
เรื่อง : สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ
กลางเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ ราวปีเศษภายหลังการตายของสืบ นาคะเสถียร ที่ประชุมพิจารณาคัดเลือกแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ก็ได้ประกาศให้ "เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง" เป็น "มรดกทางธรรมชาติของโลก"
นับเป็นพื้นที่ธรรมชาติแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับเกียรตินี้
หนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับตีพิมพ์ข่าวอันน่ายินดีในวันรุ่งขึ้น ชาวอุทัยธานีจัดงานนิทรรศการ และเฉลิมฉลองให้กับสมบัติล้ำค่าของจังหวัดที่ได้เป็นสมบัติล้ำค่าของชาวโลก
นักอนุรักษ์ นักวิชาการ และประชาชนทั่วไปต่างยินดีกับป่าทุ่งใหญ่ฯ-ห้วยขาแข้ง ทุกคนมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าต่อไปนี้การบุกรุกทำลายป่า สัตว์ป่า ตลอดจนการพัฒนาต่าง ๆ ที่จะทำลายผืนป่าทั้งสองแห่ง คงยุติลงแล้ว
ทว่าหากย้อนเวลาไปเพียงหนึ่งปี เมื่อสืบยังเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เขาได้เล่าถึงสถานการณ์ป่าห้วยขาแข้งไว้ว่า
"ผมพูดได้เลย มันมีการยิงกันทุกวัน ไปตามก็เจอแต่กองไฟ เจอซาก จับมันได้ครั้งหนึ่ง ผมว่ามันเข้ามาไม่ต่ำกว่าสิบครั้งแล้ว...มันพร้อมจะล่าสิบครั้งกว่าจะโดนจับถูกปรับแค่ห้าร้อยบาท คุกก็ไม่ติดมันหนี เราตามจับมันบางที อย่างเมษายนปีที่แล้ว ลูกน้องผมถูกนายพรานยิงตายสองคน...เจ้าหน้าที่ยิงก่อนก็ไม่ได้ ถือว่าเกินกว่าเหตุ ไอ้ผู้ต้องหามันเห็นหน้าเรา มันยิงใส่เราแล้วเราก็ตาย เรามีค่าเหรอ ตายไปอย่างดีก็เอาชื่อมาติดที่อนุสาวรีย์หน้ากรมป่าไม้"
ความสนใจของทุก ๆ ฝ่ายต่อการแก้ไขปัญหาที่สืบเผชิญอยู่ขณะนั้น ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับที่เป็นอยู่ขณะนี้
สืบ กระทำอัตวินิบาตกรรมในเดือนกันยายน ปี พ.ศ.๒๕๓๓ หลังจากรับตำแหน่งหัวหน้าเขตฯ ห้วยขาแข้งได้เพียงไม่ถึงปี หลายคนสงสัยถึงมูลเหตุ แต่หลายคนก็เข้าใจดีว่า สำหรับสืบ นี่คือหนทางสุดท้ายที่เขาจะทำได้เพื่อปกป้องชีวิตของผืนป่า สัตว์ป่า และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทุกคน
เขาจากไป...ก่อนที่จะได้เห็นความฝันที่เขาทุ่มเทความพยายามให้ขณะมีชีวิตอยู่กลายเป็นความจริง
|