การเสนอชื่อเป็นแหล่งมรดกโลกที่อยู่ใน “บัญชีรายชื่อเบื้องต้น”
ที่ตั้งและลักษณะทางกายภาพ
โบราณสถานที่สำคัญ
พืชพรรณและพันธุ์ไม้บนภูพระบาท
 
ารเสนอชื่อเป็นแหล่งมรดกโลกที่อยู่ใน "บัญชีรายชื่อเบื้องต้น"

                อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ได้รับการเสนอชื่อเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่อยู่ใน “บัญชีรายชื่อเบื้องต้น”
( Tentative List)
ของยูเนสโก ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๔๗ และรอการนำเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลกเพื่อพิจารณาให้เป็นแหล่งมรดกโลก ภายใต้ชื่อแหล่งว่า “อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท” ( Phuphrabat Historical Park )

 
 กลับไปด้านบนสุด
ที่ตั้งและลักษณะทางกายภาพ


               ตั้งอยู่ในเขตตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี พื้นที่ของอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ทั้งหมดอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่มีชื่อว่า “ป่าเขือน้ำ”

               จากการสำรวจของนักโบราณคดีที่ผ่านมา     ได้พบว่าบนภูพระบาทแห่งนี้ นอกจากจะมีธรรมชาติอันงดงามแล้ว ยังปรากฏร่องรอยของกิจกรรมของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อราว   ๒,๐๐๐ – ๓,๐๐๐   ปีมาแล้ว ดังตัวอย่างจากการพบภาพเขียนสีอยู่มากกว่า  ๓๐  แห่ง   บนภูเขาลูกนี้ นอกจากนี้ก็ยังพบการดัดแปลงโขดหินและเพิงผาธรรมชาติให้กลายเป็นศาสนสถานของผู้คนในวัฒนธรรมทวารวดี ลพบุรี สืบต่อกันมาจนถึงวัฒนธรรมล้านช้าง ตามลำดับ ซึ่งร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางสังคมของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ทางกรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการขอใช้พื้นที่ป่าสงวนจำนวน ๓,๔๓๐ ไร่  จากกรมป่าไม้  โดยได้ประกาศขึ้นทะเบียนเขตโบราณสถานไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่  ๙๘ ตอนที่  ๖๓ เมื่อวันที่   ๒๘   เมษายน  พุทธศักราช  ๒๕๒๔   จากนั้นจึงได้พัฒนาแหล่งจนกลายเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทในที่สุด และได้มีพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ  โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๕

 กลับไปด้านบนสุด
บราณสถานที่สำคัญ
หอนางอุสา

               มีลักษณะเป็นโขดหินคล้ายรูปเห็ดอยู่บนลานหิน โดยก้อนหินด้านบนมีขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๗ เมตร สูงจากพื้นประมาณ ๑๐ เมตร สภาพเช่นนี้แต่เดิมเกิดจากการกระทำตามธรรมชาติ  และเนื่องจากมีรูปทรงที่แปลกตา มนุษย์ในสมัยก่อนจึงได้ดัดแปลงโดยการก่อหินล้อมเป็นห้องขนาดเล็กเอาไว้ที่เพิงหินด้านบน โดยก่อเป็นห้องที่มีประตูและหน้าต่างขนาดเล็กอยู่ที่พื้นผนังทั้งสองข้าง  สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ  มีใบเสมาหินขนาดกลางและใหญ่ปักล้อมรอบหอนางอุสาเอาไว้ด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้เป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนามาแต่ครั้งอดีตกาลแล้ว


ถ้ำช้าง

                 เป็นโขดหินทรายตั้งอยู่บนลานหิน  ในลักษณะของแท่งหินซ้อนกันโขดหินนี้มีความกว้างประมาณ ๓ เมตร ยาว ๑๐ เมตร เพิงด้านในมีร่องรอยการสกัดหินด้วยเครื่องมือโลหะ จนกลายเป็นพื้นเกือบเรียบ สามารถใช้นำบำเพ็ญศีลได้ บริเวณผนังหินด้านนอกสำรวจพบภาพเขียนสีอยู่ ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกเขียนด้วยสีแดงเป็นลวดลายหยักขึ้นหยักลงที่ยังไม่ทราบความหมาย ซึ่งเป็นงานศิลปกรรมของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์    ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเขียนเป็นลายเส้นรูปช้างด้วยสีแดงงดงามมาก สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือของช่างสมัยประวัติศาสตร์


วัดพ่อตา

              เป็นเพิงหินขนาดใหญ่ที่เกิดจากหินสองก้อนวางเทินทับซ้อนกัน  โดยหินก้อนล่างมีขนาดเล็กกว่าหินก้อนบน ทำให้ดูคล้ายชะง่อนหินที่มีหินแกนกลางค้ำอยู่  ที่บริเวณผนังหินตรงส่วนแกนกลางและพื้นหินด้านล่างมีรอยการสกัดหิน จนกลายเป็นห้องโล่งขนาดใหญ่อยู่โดยรอบแกนหิน ภายในมีร่องรอยการระบายสีแดงเป็นภาพประภามณฑลของพระพุทธรูป ๓ องค์ เรียงต่อกันสันนิษฐานว่าแต่เดิมคงประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ ณ ตำแหน่งนี้ แต่ปัจจุบันได้ถูกทำลายเสียหายไปแล้ว


วัดลูกเขย

                เป็นการดัดแปลงเพิงหินธรรมชาติ ให้เป็นศาสนสถาน โดยการสกัดโขดหินด้านในเป็นผนังเรียบ และสกัดหินส่วนพื้นให้เป็นแท่นรูปเคารพขนาดใหญ่ติดกับผนังด้านหลัง ส่วนด้านหน้าได้ตัดหินทรายเป็นก้อน สี่เหลี่ยมนำมาก่อเป็นผนังห้องศาสนสถานขนาดใหญ่มีประตูทางเข้าด้านหน้า และมีหน้าต่างอยู่ที่ผนังด้านข้างอีกข้างละ ๑ ช่อง ปัจจุบันภายในห้องเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสลักหินแบบนูนสูง ๕ องค์


ถ้ำพระ

                เดิมคงเป็นเพิงหินขนาดใหญ่ที่เกิดจากก้อนหินขนาดใหญ่ วางทับซ้อนกันตามธรรมชาติ ต่อมาผู้คนในอดีตได้สกัดหินก้อนล่างออกจนกลายเป็นห้องขนาดใหญ่ รวมไปถึงสลักรูปปฏิมากรรมทางศาสนาเอาไว้ในห้องอีกด้วย นอกจากนี้ยังพบร่องรอยของหลุมเสาด้านนอกเพิงหินเรียงอยู่เป็นแนวในกรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า จึงสันนิษฐานว่าเดิมอาจมีการต่อหลังคาเครื่องไม้ออกมาด้านนอกด้วย


ถ้ำวัว-ถ้ำคน

                บริเวณนี้มีลักษณะเป็นเพิงหินขนาดใหญ่วางซ้อนทับกัน ทำให้เกิดเป็นชะง่อนหินที่สามารถใช้หลบแดดฝนอยู่ด้านล่างของเพิงผา ทางด้านทิศตะวันออกของเพิงหินได้พบภาพเขียนรูปสัตว์ เรียกว่า “ถ้ำวัว” และภาพเขียนรูปคนอยู่ทางด้านทิศเหนือเรียกว่า “ถ้ำคน”



รอยพระพุทธบาทบัวบก

                ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในองค์พระธาตุขนาดใหญ่ที่วัดพะพุทธบาทบัวบก            พระธาตุเจดีย์องค์นี้สร้างขึ้นเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๖๓–๒๔๗๙ แบบขององค์พระธาตุเลียนแบบมาจากพระธาตุพนม แต่ได้ดัดแปลงภายในทำเป็นห้องครอบรอยพระพุทธบาทเอาไว้ องค์พระธาตุมีความสูงประมาณ ๔๕ เมตร รอยพระพุทธบาทบัวบกมีความยาว ๑.๙๓ เมตร ยาว ๐.๙๐ เมตร ตรงกลางทำเป็นลายดอกบัวบาน และมีนิ้วพระบาททั้ง ๕ ยาวเสมอกัน


รอยพระพุทธบาทบัวบาน

               ตั้งอยู่บนเนินเขาในเขตตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทจำลองอันเก่าแก่และมีการขุดค้นพบใบเสมาที่ทำด้วยหินเป็นจำนวนมากใบเสมาเหล่านี้สลักเป็นรูปบุคคล ศิลปะทวาราวดี


 กลับไปด้านบนสุด
พืชพรรณและพันธุ์ไม้บนภูพระบาท

                  ภูพระบาทเป็นเทือกเขาที่ขึ้นแทรกกับแนวเทือกเขาภูพาน ซึ่งเป็นแนวทอดยาว อยู่ทางด้านทิศตะวันตก ดังนั้นลักษณะทางธรณีสัณฐานส่วนใหญ่จะมีความใกล้เคียงละม้ายคล้ายคลึงกัน คือ เป็นเทือกเขาหินทรายมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางตั้งแต่ ๓๒๐-๓๔๐ เมตร มีความสูงชันทางด้านตะวันตกและลาดเทมาทางด้านตะวันออก พื้นที่ส่วนใหญ่จัดอยู่ในหน่วยหินชุดพระวิหาร  ชุดพูพานและชุดโคกกรวด ประกอบด้วยชั้นหินทรายสีเทา สีชมพู สีเหลือง สีน้ำตาลอมแดง มีชั้นของหินดินดานแทรกเล็กน้อย และชั้นของแร่ไมก้า กับยิบซัม แทรกอยู่บางๆ ประกอบกับเมื่อหลายล้านปีมาแล้วมีน้ำแข็งปกคลุมและเมื่อน้ำแข็งละลายก่อให้เกิดการกัดเซาะอย่างรุนแรง ทำให้เทือกเขาหินทรายหรือภูพระบาท แห่งนี้เต็มไปด้วยก้อนหินขนาดใหญ่ที่ยกตัวอยู่บนพื้นหินรูปร่างแปลกคล้ายกับถูกทำขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ เป็นรูปร่างต่างๆ เช่น รูปสัตว์บางชนิด รูปคอหอย รูปดอกเห็ด ฯลฯ

ปอป่าน
กระเจียวแดง
เกล็ดหอย (แววมยุรา)

               นอกเหนือจากโขดหิน หินตั้งรูปร่างแปลกๆ ตั้งอยู่บนลานหินทรายกว้างๆ บนภูพระบาทแล้ว เนื้อที่ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด มีสภาพเป็นป่าอุดมด้วยไม้ยืนต้น ไม้ดอก ไม้สมุนไพรนานาพันธุ์ ซึ่งเป็นลักษณะของดอกไม้พันธุ์ไม้ของแถบนี้โดยเฉพาะ เช่น ยางพลวง เต็ง รัง ยางกราด น้ำเลี้ยง ตองหมอง หนามแท่ง กระชายขาว กระเจียวแดง ดอกไม้จำพวกเอื้อง หญ้าเพ็ก หยาดน้ำค้าง เฟิร์น ฯลฯ
               ท่ามกลางหมู่แมกไม้ต่างๆ เหล่านี้เป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าหลายชนิดทั้งสัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ มีพิษ และไม่มีพิษ สัตว์ประเภทมีพิษได้แก่ งูกะปะ งูเห่า งูจงอาง งูเขียวหางไหม้ งูทับสมิงคลา ต่อ แตน ผึ้ง แมงมุม ประเภทไม่มีพิษ ได้แก่ กระรอก กระแต ชะมด หมูป่า ไก่ป่า กระต่าย ลิง บ่าง สุนัขจิ้งจอก นกกระปูด นกโพระดก นกต้อยตีวิด ค้างคาว เหยี่ยวภูเขา และ ฯลฯ


               ผศ.ดร.อัจฉรา ธรรมถาวร อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ทำการศึกษาไม้สกุลต่างๆ บนภูพระบาท ในระยะสั้นๆ ส่วนการศึกษาวิจัยในระยะยาวจะดำเนินอย่างต่อเนื่องในโอกาสต่อไป ผลจากการศึกษาพอจะจำแนกพันธุ์ไม้บนภูพระบาทได้ดังต่อไปนี้
               สภาพป่าในอุทยานประวัติศาสตร์ ภูพระบาท บริเวณหุบผา และธารน้ำ เป็นป่าดิบแล้ง ส่วนบริเวณพื้นราบเป็นป่าเต็งรังผสมป่าเบญจพรรณ ถ้าอยู่บนถนนทางเข้าอุทยานฯ ด้านทิศใต้ของถนน ซึ่งเป็นบริเวณสำนักงานชั่วคราว มีไม้เต็ง(Shorea obtusa Wall.) หมักหม้อ(Randia witti Craib) และไม้ยืนต้นสกุล Diospyrose ด้านทิศเหนือของถนนมีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ได้แก่ ยางพลวง หรือกุง หรือตึง (Dipterocarpus tuberculatus Roxb.) ยางกราด หรือตาด (Dipterocarpus intricatus Dyer) ยางเหียง หรือสะแบง (Dipterocarpus obtusifolius Teijsm. ex Miq.) ไม้พื้นล่างได้แก่ หญ้าเพ็ก (Arundinaria pusilla Cheval.& A. Camus) หญ้าคา (Imperata cylindrica Beauv.) และปรง หรือ ผง (Cycas siameniss Miq.)
               อุทยานภูพระบาทเป็นทั้งอุทยานประวัติศาสตร์และวนอุทยาน รวมอยู่ในสถานที่เดียวกัน จึงควรรักษาและบำรุงอุทยานฯแห่งนี้ให้เป็นอุทยานฯที่สมบูรณ์ตลอดไป ทั้งพันธุ์ไม้ในป่าและโบราณสถาน เพื่อเป็นศักดิ์ศรีของคนไทย
เทียนทอง
เห็ดละโงก
แก้มอ้น



 กลับไปด้านบนสุด
 
 ติดต่อผู้ดูแลระบบ  |  แผนผังเว็บไซต์  | แลกลิงค์  |  ข้อมูลอ้างอิง  |  สนับสนุนภาพถ่าย
 
กระทรวงวัฒนธรรม
๖๖๖ ชั้น ๑๕ - ๒๓  ถนนบรมราชชนนี  แขวงบางบำหรุ  เขตบางพลัด  กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐  โทรศัพท์ ๐๒ ๔๒๒ ๘๘๘๘
666 Borommaratchachonnani Road, Bang Phlat, Bang Bamru, Bangkok Thailand 10700 Tel. +662 422 8888